คิด Creative Thailand's
สร้างกระทู้ใหม่ Forum ล่าสุด | 

Saint Petersburg อดีตขีดเส้นปัจจุบัน ความย้อนแย้งอันงดงามและน่าหวาดหวั่น

Saint Petersburg อดีตขีดเส้นปัจจุบัน ความย้อนแย้งอันงดงามและน่าหวาดหวั่น
ขณะที่กรุงมอสโคว์ (Moscow) เปรียบได้กับศูนย์กลางแห่งความรุ่งเรืองทางอำนาจและเศรษฐกิจของรัสเซียในยุคสหภาพโซเวียตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซังค์เปเตร์บูร์ก หรือ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (Saint Petersburg) คือตัวต่อปริศนาชิ้นสำคัญที่ทำให้เราสามารถมองเห็นภาพรวมของประวัติศาสตร์รัสเซียที่มีความซับซ้อนได้อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเส้นทางการเติบโตของนครแห่งนี้จะเริ่มต้นอย่างงดงาม หากระหว่างทางกลับเต็มไปด้วยกับดักพรางตาที่คอยสร้าง
บาดแผลให้กับผู้คน อุดมการณ์อันสูงส่งที่คาดว่าจะเป็นกุญแจนำทางไปสู่ความรุ่งโรจน์และเท่าเทียมกลับกลายเป็นกฎจองจำสิทธิเสรีภาพในการดำเนินชีวิต ตลอดจนผลักดันให้ผู้คนลุกขึ้นต่อสู้เพื่อกอบกู้ความเป็นธรรมเช่นกัน
เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เงาสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านที่ไม่เคยสิ้นสุด
สถาปัตยกรรมอันงามวิจิตรที่เรียงรายตามมุมเมืองของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กท่ามกลางสภาพภูมิประเทศที่เป็นเกาะแก่งคือแม่เหล็กที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เข้ามาสัมผัสความยิ่งใหญ่ในอดีตของรัสเซีย แต่ในเวลาเดียวกันนั้น ก็ถือเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงปมความขัดแย้งและอุดมการณ์สุดโต่งที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย บอกเล่าทั้งเรื่องราวของผู้ล่วงลับและผู้อยู่รอด นับตั้งแต่ยุคสมัยของพระเจ้าปีเตอร์มหาราชแห่งจักรวรรดิรัสเซีย ผู้มีพระราชประสงค์จะสร้างเมืองหลวงใหม่ให้เป็น “หน้าต่างแห่งโลกตะวันตก” โดยมีท่าเรือพาณิชย์และเปิดรับวิทยาการยุโรปสมัยใหม่แทนกรุงมอสโคว์
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอารยธรรมยุคเก่า
วลาดิมีร์ เลนิน (Vladimir Lenin) คือผู้เริ่มจุดชนวนการปฏิวัติขึ้นเป็นครั้งแรกและเปลี่ยนการปกครองมาเป็นระบอบสังคมนิยม อิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ได้แผ่ปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณของสหภาพโซเวียต จากสถาปัตยกรรม จิตรกรรม สู่วงการวรรณกรรม ดนตรี และสื่อมวลชนซึ่งล้วนตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทั้งสิ้น
ต่อมาโจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งมวลสหภาพได้สืบทอดอำนาจต่อและพารัสเซียก้าวไปสู่จุดสูงสุดของประเทศมหาอำนาจฝ่ายซ้าย อย่างไรก็ตาม ในช่วงการเรืองอำนาจของสตาลินมีอาคารทรง
สไตล์สตาลินิสต์ (Stalinist Architecture) เกิดขึ้นอยู่หลายแห่งทั้งในมอสโคว์และชานเมืองของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดสังคมนิยมและความทะเยอทะยานของเขาอย่างจัดจ้าน
ครั้นสหภาพโซเวียตล่มสลาย รัสเซียก็ได้เก็บเกี่ยวเสี้ยวเศษที่กระจัดกระจายกลับขึ้นมาใหม่อีกครั้งพร้อมกับเดินหน้าต่อไปบนเส้นทางของประชาธิปไตย กระทั่งในปี 1991 องค์การยูเนสโกได้ยกย่องให้เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเป็นเมืองมรดกโลก (UNESCO World Heritage) จึงไม่น่าแปลกใจ หากเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงที่ทับซ้อนกันบนหน้าประวัติศาสตร์จะส่ง
ผลต่อวิถีชีวิต พฤติกรรม ทัศนคติ หรือกระทั่งความหวาดระแวงและไม่เป็นมิตรของชาวรัสเซียอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ ทั้งยังขีดเส้นกำหนดอนาคตของรัสเซียยุคใหม่ซึ่งเหล่านักเคลื่อนไหวทางสังคมทั่วโลกก็ยังคงทวงถามถึงสิทธิและเสรีภาพภายใต้ระบอบประชาธิปไตยของรัสเซียมาจนถึงทุกวันนี้
กราฟิกดีไซน์ เครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ
โปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อมีบทบาทตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเรื่อยมาจนถึงสงครามเย็นในฐานะกระบอกเสียงของรัฐบาลเผด็จการที่มีอิทธิพลโน้มน้าวประชาชนรัสเซียให้ปฏิบัติและคล้อยตามนโยบายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดมิทรี มูร์ (Dimitri Moor) คือหนึ่งในนักออกแบบกราฟิกรัสเซียที่น่าจับตามองมากที่สุด ผลงานของเขาโลดแล่นในยุคสมัยของพรรคบอลเชวิก (ปี 1917-1921) จนถึงยุคนโยบายเศรษฐกิจใหม่ ส่วนใหญ่แสดงถึงเรื่องราวการต่อสู้ระหว่างฝ่ายธรรมะกับฝ่ายอธรรมที่แตกต่างกันชัดเจน เช่น ขั้วอำนาจจักรวรรดิกับชนชั้นแรงงาน โดยเน้นการใช้สีแดงที่เป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัติและสีดำแทนชาวนาและกลุ่มแรงงาน หนึ่งในผลงานของเขาที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ "Have You Enlisted In the Army?" อันมีส่วนทำให้พรรคบอลเชวิกสามารถโค่นล้มราชวงศ์ซาร์แห่งรัสเซียได้สำเร็จในปี 1917
#DumpStoli
กฎหมายต่อต้านเกย์ในรัสเซียได้จุดชนวนความขัดแย้งขึ้น ทำให้เครือข่ายความหลากหลายทางเพศฯ (Lesbian, Gay, Bisexual, or Transgender - LGBT) ทั้งในรัสเซียและต่างประเทศออกมาเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านและประณามการกระทำครั้งนี้ว่าเป็นการลิดรอนสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของกลุ่มเพศที่ 3 ในรัสเซียอย่างยิ่งแดน ซาเวจ (Dan Savage) นักเขียนและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ชาวนิวยอร์กได้เผยแพร่บทความออนไลน์ “Why am I Boycotting Russian Vodka?” เมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเสนอให้ชาว LGBT ทั่วโลกเข้าร่วมแคมเปญ “#DumpStoli” เพื่อรณรงค์ให้ผับและบาร์ต่างๆ ของชาวสีรุ้งช่วยกันบอยคอตต์วอดก้าของรัสเซียโดยเฉพาะ “สตาลิชนายา” หรือ “สตาลิ” แบรนด์วอดก้าที่ขายดีมากที่สุดเป็นอับดับที่ 12 ในอเมริกาและที่ 14 ของโลก กระแสต่อต้านครั้งนี้ได้แพร่สะพัดจากนิวยอร์ก แวนคูเวอร์ ซานฟรานซิสโก ซิดนีย์ ไปสู่ลอนดอนอย่างรวดเร็ว แต่สถานการณ์กลับพลิกผันเมื่อ วัล เมนเดอลีฟ (Val Mendeleev) ซีอีโอแห่งบริษัท SPI Group ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายวอดก้าสตาลิออกมาชี้แจงกับสื่อว่าบริษัทผู้ผลิตวอดก้าแบรนด์นี้มีด้วยกัน 2 แห่ง ได้แก่ FKP Soyuzplodoimport ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสตาลิภายใต้การควบคุมของรัฐบาลรัสเซีย กับ SPI Group ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนในลักซัมเบิร์กที่ผลิตและจัดจำหน่ายสตาลิไปยังร้อยกว่าประเทศรวมทั้งอเมริกา สหราชอาณาจักร และแคนาดา ทั้งยังยืนยันว่า SPI นั้นสนับสนุนประชาชนเพศที่สามมาโดยตลอดเนื่องจากเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์ และเห็นด้วยกับการต่อต้านกฎหมายดังกล่าวอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลรัสเซียก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัท จึงขอร้องให้ทุกคนเลิกบอยคอตต์สตาลิของ SPI โดยเร็ว นอกจากนี้ นักวิเคราะห์การตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งยูโรมอนิเตอร์ ยังออกโรงหนุนให้ผู้บริโภคยกเลิกการต่อต้านวอดก้าของรัสเซียด้วยอีกแรง ทั้งนี้ก็เพราะว่าการควํ่าบาตรอาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศอื่นๆ ที่อยู่บนสายพานการผลิตเดียวกันกับสตาลิและสินค้าส่งออกทั้งหมดของรัสเซียเช่นกัน
เสรีภาพล่องหนของเพศที่ 3: เพศสภาพที่ถูกสั่นคลอน
เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา โรงเรียนปลอดเพศสภาพแห่งแรกได้เปิดทำการในกรุงสตอกโฮล์ม สวีเดนเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กวัย 1-6 ขวบ ได้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาตนเองโดยไม่ยึดติดกับกรอบค่านิยมของสังคมสากลเรื่องเพศสภาพซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีในการกว้างและยอมรับความหลากหลายทางเพศมากยิ่งขึ้น แต่สถานการณ์ของกลุ่มรักร่วมเพศในรัสเซียกลับเลวร้ายลงไปทุกที เมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา วลาดิมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของสหพันธรัฐรัสเซียได้ลงนามอนุมัติและประกาศใช้กฎหมายต่อต้าน “การโฆษณาชวนเชื่อส่งเสริมกิจกรรมของกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน”
รายงานของสำนักข่าวเดอะ การ์เดียน ระบุว่าในปี 2012 เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กกลายเป็นเมืองที่ 4 ในรัสเซียที่ต่อต้านกลุ่มคนรักเพศเดียวกันโดยมีกลุ่มนักการเมืองและศาลเยาวชนภายใต้คริสตจักรรัสเซียออโธดอกซ์คอยสนับสนุนให้ภาครัฐประกาศใช้กฎหมายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศเพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนจากการโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน และเมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลอย่างเป็นทางการในปี 2013 จึงทำให้กลุ่มเพศที่ 3 ที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านถูกทำร้ายร่างกายจำนวนมาก นอกจากนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ยังรายงานว่าสถานการณ์การต่อต้านอย่างรุนแรงในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนชาวรัสเซียที่มีผู้ปกครองเป็นเกย์หรือเลสเบี้ยนอย่างยิ่ง เด็กสาววัยรุ่นอายุ 17 ปีคนหนึ่งวิตกกังวลว่าผู้ปกครองของตนเองอาจถูกตัดสินว่าเป็นอาชญากรในขณะเดียวกันกลุ่ม LGBT ในรัสเซียรายงานว่าร้อยละ 15 ของกลุ่มคนรักเพศเดียวกันที่รับเลี้ยงบุตรบุญธรรมต้องเผชิญกับความหวาดระแวงและถูกลอบทำร้ายร่างกายเป็นครั้งแรกในรอบสิบเดือนที่ผ่านมา ทำให้พวกเขารู้สึกกลายเป็นคนชายขอบของสังคมมากขึ้นไปทุกที
สาเหตุที่ปูตินสนับสนุนกฎหมายดังกล่าวส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอิทธิพลของคริสตจักรซึ่งมองว่าการรักเพศเดียวกันนั้นเป็นบาป และร้อยละ 78 ของประชาชนชาวรัสเซียทั้งหมดก็นับถือศาสนานี้อย่างเคร่งครัด ประกอบกับอัตราการเกิดที่ร่วงหล่นจาก 145.2 ล้านคนในปี 2002 เหลือเพียง 142.9 ล้านคน อาจสั่นคลอนความมั่นคงของประเทศและตำแหน่งประธานาธิบดีของเขาได้ง่ายๆ
(0)
คิด Creative Thailand
RELATED TOPICS
157 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ