Secret's
สร้างกระทู้ใหม่ Forum ล่าสุด | 

8 วิธีช็อปอย่างชาญฉลาด

8 วิธีช็อปอย่างชาญฉลาด
ในภาวะที่ข้าวของเครื่องใช้มีราคาสูงแข่งกับราคาน้ำมันอย่างนี้ อาการหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้กับสาวนักช็อปทั้งหลายคงจะไม่พ้นเสียง “กรี๊ด...กรี๊ด...กรี๊ด” แล้ววิ่งเข้าใส่ป้าย “SALE” โดยไม่ได้หยุดพิจารณาว่าสิ่งที่คุณกำลังจะซื้อนั้นถูกจริง ดีจริง และตรงกับความต้องการอย่างแท้จริงหรือไม่

ต่อไปนี้คือ 8 กลวิธีการบริโภคที่ขอแนะนำให้คุณทดลองนำไปใช้รับรองว่าได้ผลคุ้มค่า คุ้มเวลา แถมยังได้ของดีราคาประหยัดอีกด้วย
1. จดรายการที่จะซื้อตามความจำเป็น
ข้อนี้ดูเหมือนจะง่าย แต่หลายคนละเลย การทำรายการก่อนออกไปซื้อของไม่ได้หมายถึงการจดรายการสินค้าตามความ
จำเป็นจากมากไปหาน้อยเพียงอย่างเดียว ทว่ายังรวมถึงการทวนซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ของชนิดนั้นเรามีอยู่แล้วกี่ชิ้น มีอย่างอื่นทดแทนได้หรือไม่ รวมทั้งโอกาสในการใช้และภาระต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังการซื้อ

2. เรียกสติก่อนซื้อ
หลายคนพอเห็นป้ายลดราคาปุ๊บก็รีบปรี่เข้าไปทันที โดยลืมมองเรื่องคุณภาพและราคาที่แท้จริงไป สินค้าบางอย่างแม้จะตั้งป้ายลดราคาสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ แต่ความจริงกลับเป็นของเก่าเก็บมานานสองสามปีจนเสื่อมคุณภาพตั้งแต่ยังไม่ทันได้ใช้ หรือบางชิ้นก็ใช้เทคนิคการตั้งราคาให้สูงกว่าปกติ คราวนี้พอลดราคาลงมาก็กลายเป็นราคาในยามปกติ คนซื้อที่ไม่ทันตั้งสติสังเกตดูให้ดีก็อาจถูกหลอกง่ายๆ ด้วยป้ายแดงแรงฤทธิ์พวกนี้
3. อย่าซื้อแก้เซ็ง
ข้อห้ามเด็ดขาดสำหรับการซื้อของคือ ห้ามซื้อเพื่อแก้เซ็ง แก้เหงา ลดอาการเบื่อโลก หรือแก้อาการอกหัก เพราะในอารมณ์นั้นจะเป็นช่วงที่คนเราสามารถซื้อได้ทุกสิ่งอย่างไม่มีเหตุผล ซื้อโดยไม่ดูความต้องการว่าเราจำเป็นต้องใช้ของชิ้นนั้นมากน้อยแค่ไหน และท้ายสุดเมื่ออารมณ์เบื่อ อารมณ์เซ็งหายไป ของที่เราซื้อแบบไม่ลืมหูลืมตาก็จะกลายเป็นเพียงของที่เก็บไว้ให้ช้ำใจอยู่ภายในตู้เท่านั้นเอง

4. ของมือสองไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด
หากลดอคติลง แล้วลองเปิดใจให้สินค้าจำพวกสินค้ามือสองสักนิดก็จะพบว่า บางครั้งสินค้ามือสองก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด เช่น หนังสือ เฟอร์นิเจอร์ ถ้าเลือกดีๆ หรือนำมาปัดฝุ่นทาสีใหม่ ก็จะได้ของที่มีคุณภาพและประหยัดเงินในกระเป๋าได้กว่าครึ่ง
5. ซื้อ 1 โละ 1
ฝึกสร้างนิสัยในการรู้จักคุณค่าของที่มีอยู่ด้วยวิธีง่ายๆ แค่ตั้งมั่นว่า ถ้าเราซื้อเสื้อ
1 ตัว ให้บริจาคเสื้อที่มีอยู่ในตู้เสื้อผ้า 1 ตัว ซื้อ 5 ตัวก็ให้บริจาค 5 ตัว ทำอย่างนี้เรื่อยๆ แล้วเราจะรู้ถึงคุณค่าของข้าวของต่างๆ มากขึ้น คราวนี้ถ้าจะซื้อของใหม่สักชิ้น เจ้าจิตใต้สำนึกก็จะถามขึ้นมาโดยอัตโนมัติเลยว่า เราใช้ของเก่าที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าแล้วหรือยัง


บริจาคออนไลน์: หากไม่รู้ว่าจะนำเสื้อผ้าไปบริจาคให้ใคร และที่ไหนดี สามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ที่ ศูนย์กลางการรับบริจาคออนไลน์ (Donation Exchange Center) www.thaigiving.org

6. ยิ่งช็อปยิ่งรัก
เชื่อไหมว่าการช็อปปิ้งก็สามารถสร้างความอบอุ่นให้เกิดขึ้นในครอบครัวได้ แต่ช็อปปิ้งที่ว่าหมายถึงการซื้อสินค้าประเภทกึ่งสำเร็จรูปที่แถมอุปกรณ์พร้อมประดิษฐ์ ให้เราได้มานั่งประกอบต่อที่บ้าน เช่น ตุ๊กตา แก้วน้ำโมเสก เสื้อยืดพร้อมสีเพ้นต์ หรือแม้แต่ชุดซูชิพร้อมปรุง เพียงแค่เราซื้อสินค้าเหล่านี้มาหนึ่งชุด จากนั้นก็หาเวลาว่างในสุดสัปดาห์ แล้วชวนคนในครอบครัวมานั่งล้อมวงช่วยกันประดิษฐ์ เสร็จแล้วเราก็จะได้สินค้าที่เกิดขึ้นจากความอบอุ่นของทุกคนในครอบครัว
7. อย่าลืม! ภาระหลังการซื้อ
ภาระในที่นี้หมายถึงภาระทางการเงินและการจัดเก็บ สองสิ่งนี้ถือเป็นเรื่องควรคำนึงก่อนซื้อ บางคนมีเงินจ่ายบัตรเครดิตทุกสิ้นเดือนก็ดีไป ทว่าบางคนเงินไม่มีแต่อยากได้ก็อาจกลายเป็นหนี้สินใหญ่โต ส่วนคนที่ใช้บัตรเสริม ก็เท่ากับเป็นการผลักภาระให้กลายเป็นความทุกข์ใจของพ่อแม่ ด้านที่จัดเก็บนั้น บางคนซื้อของจนแทบไม่มีที่เก็บ กลายเป็นสร้างบ้านเพื่อเก็บของก็มีถมไป นี่ยังไม่นับภาระด้านการดูแลรักษาอีกต่างหาก

8. ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้าไม่มีเงินช็อปปิ้ง
ใครที่เคยรู้สึกว่าเดือนไหนไม่มีเงินช็อปแล้วชีวิตจะขาดสีสัน ให้ลองหันมามองอีกมุมว่า ดีเสียอีกที่ไม่มีเงินช็อป จะได้ไม่เสียเวลาไปกับการใช้ของนั้นเพื่อให้คุ้มค่ากับที่ซื้อมา ยิ่งซื้อมามากชิ้นเท่าไร ก็ยิ่งต้องเสียเวลาไปกับการใช้ของที่ซื้อมามากเท่านั้น เงินนั้นเสียแล้วหาใหม่ได้ แต่เวลานี่สิ เสียไปแล้วไม่อาจเรียกคืน เราทุกคนมีเวลาอยู่ในโลกนี้อย่างจำกัด คุณว่าจริงไหม
กฎเหล็กการ S.H.O.P.
S = Sincere กฎเหล็กของการออกไปช็อปปิ้งคือความจริงใจทั้งต่อตัวเองและต่อเงินในกระเป๋า เราต้องตอบตัวเองอย่างจริงใจเลยว่า ของที่จะซื้อเป็นสิ่ง “จำเป็น” ไม่ใช่แค่ “อยากได้” เช่น บางคนซื้อเสื้อโค้ตทั้งๆ ที่ยังไม่มีความจำเป็น โดยอ้างเหตุผลว่า "ลดราคา ถูกดี เก็บไว้เผื่อได้ใช้" จากนั้นสิบปีผ่านไป เสื้อโค้ต
ตัวนั้นก็ยังคงถูกเก็บไว้เผื่อใช้อยู่นั่นเอง
แถมบางทีของที่เก็บไว้นานๆ ก็เก่าและ
เสื่อมสภาพไปทั้งๆ ที่ยังไม่เคยใช้งาน
เลยก็มี

H = Happiness มีคนเคยบอกว่า การช็อปปิ้งเป็นความสุขอย่างหนึ่ง แต่ถ้าลองมองดูให้ดีๆ จะพบว่า ของที่ซื้อมามักให้ความสุขแก่เราเฉพาะตอนซื้อมาใหม่ๆเท่านั้น ทว่าไม่นานความสุขก็จะกลายเป็นความเฉยชาและถูกมองข้ามไป ถึงตอนนั้นวัฏจักรความสุขจากการช็อปปิ้งก็จะกลับไปสู่การซื้อของชิ้นใหม่อีกครั้ง (อย่างนี้แล้วจะเรียกว่าสุขจริงหรือ)

O = Open mind กฎนี้เอาไว้เตือนใจนักช็อปแบบ Brand Loyalty ที่รักใคร่และปักใจอยู่กับสินค้าเพียงไม่กี่ยี่ห้อจนลืมมองดูสินค้ายี่ห้ออื่นๆ ว่าความจริงแล้วคุณภาพก็ไม่ได้ด้อยกว่ากันสักเท่าไร ดีไม่ดีเงิน 1,000 บาทที่ซื้อสินค้า A ได้ 1 ชิ้น อาจซื้อสินค้าB ได้ถึง 3 ชิ้นด้วยซ้ำไป

P = Pay cash เงินสดนี่แหละ ดีที่สุดสำหรับการออกไปช็อปปิ้ง นอกจากจะเป็นการควบคุมการใช้จ่ายแบบมีเท่าไรก็ซื้อเท่านั้นได้แล้ว การซื้อด้วยเงินสดยังเป็นการลดหนี้บัตรเครดิตซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหนุ่มสาวนักช็อปตัวยงทั้งหลายให้ต้องปวดหัวกันทุกสิ้นเดือน
(0)
Secret
RELATED TOPICS
302 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ