กุลสตรี's
สร้างกระทู้ใหม่ Forum ล่าสุด | 

5 วัฒนธรรมองค์กรที่ควร “ถอน” เพื่อลูกหลาน

5 วัฒนธรรมองค์กรที่ควร “ถอน” เพื่อลูกหลาน
อย่างที่บอกไปเมื่อเล่มก่อนว่าช่วงนี้รักกำลังเตรียมตัวที่จะเป็นคุณแม่จึงทำให้รักอยากจะเขียนถึงเคล็ดลับในการเป็นคุณแม่วัยทำงานให้มีความสุข แต่ขณะที่เวลานี้ตัวรักเองก็เป็นคนทำงานคนหนึ่ง ซึ่งได้พบอะไรบางอย่างในที่ทำงานอันเป็นสิ่งที่คอยสร้างความกดดัน (ในทางลบ) ให้พนักงาน เรียกว่าคนทำงานทั่วไปก็ไม่ชอบ ยิ่งคนเป็นแม่แล้วก็ยิ่งไม่อยากให้ลูกของเราต้องมาพบเจอกับอะไรแบบนี้เลยยามเขาโตขึ้น
ปกป้องตัวเอง จนทำร้ายคนอื่น
สามีของรักชอบพูดว่า การทำงานคือการสร้างคนให้เป็นมนุษย์ คือการทำให้หินเป็นเพชร คือการทำให้เมล็ดเป็นต้น แต่สิ่งที่พบเห็นในปัจจุบันกลับตรงข้าม เพราะงานกลายเป็นบ่อเกิดของความเห็นแก่ตัว คนพร้อมจะปกป้องตนเองยามทำงานพลาด แล้วพยายามปัดความรับผิดชอบนั้นไป ส่งผลให้คนอื่นที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต้องมารับภาระที่ตนเองไม่ได้ก่อโดยปริยาย ดังนั้น เราก็ควรเปลี่ยนวัฒนธรรมตัวนี้เสียใหม่ ให้คนเห็นคุณค่าของการรับผิดชอบว่า การกล้ารับและจ้องไปที่ความผิดนั้น จะทำให้เราเจอจุดบกพร่องในตนเองและทำการพัฒนาตนเองได้ ขณะเดียวกันคนเป็นเจ้านายก็ต้องปรับวัฒนธรรมการตำหนิด่าทอยามคนทำผิด ให้เป็นวัฒนธรรมแห่งการให้โอกาส การตักเตือนเพื่อสอนให้คนเรียนรู้แทน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ส่วนสำคัญที่ทำให้คนไม่อยากรับผิดก็เพราะไม่อยากถูกว่านั่นเอง แบบนี้แล้วการเปลี่ยนจากการด่าเป็นการสอน คือการแก้ที่ต้นเหตุที่ดีที่สุด
ทำงานเอาตัวเข้าแลก จนลืมชีวิตส่วนตัว
ช่วงนี้รักจะทำงานช้าลงเพื่อให้ไม่หนักกับร่างกายและจิตใจเกินไป ระหว่างนั้นก็มองไปรอบๆ ก็พบว่า คนมากมายทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาให้ตนเองและคนที่รัก ซึ่งบางครั้งก็โทษเจ้าตัวไม่ได้ เพราะคนเบื้องบนกระหน่ำส่งงานลงมาโดยมากจนเกินไปด้วย อดคิดไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งที่ชีวิตคนในปัจจุบันยุ่งเหยิงขึ้นกว่าเดิมนั้น เป็นเพราะวัฒนธรรมที่มุ่งเรื่องงานมากกว่ามุ่งเรื่องคนนี้หรือเปล่า ทางออกที่ดีคือ เราควรหาทางจัดสมดุลระหว่างงานกับชีวิต ซึ่งจริงๆ เรื่องนี้พูดถึงกันมานานแล้วในวงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หากแต่ผู้บริหารอาจยังไม่ใส่ใจเท่าที่ควรเพราะเอาแต่มุ่งสนไปที่ยอดกำไร แต่ถึงวันนี้ เราคงต้องกลับมามองให้ดี ว่ายอดกำไรอย่างเดียว ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้โลกนี้ดีขึ้นนะคะ
เอาข้อผิดพลาดมาประจาน ครั้นทำดีก็แค่เท่าตัว
แม้การจับกลุ่มนินทาจะเป็นเหมือนวัฒนธรรมที่ขาดไม่ได้ในองค์กรไปแล้วก็ตามแต่จริงๆ ให้มันขาดไปบ้างก็ดีค่ะ เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า ยิ่งการเอาข้อผิดพลาดคนอื่นมาเพื่อประจานหรือระบายอารมณ์นั้น มันไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น นอกจากทำให้เกิดการผิดใจกันและทำให้เกิดความอับอาย ในขณะที่เรื่องดีๆ นั้นไม่ค่อยจะมีคนเอามาบอกต่อกันสักเท่าไร แบบนี้คนทำงานก็หมดใจได้เหมือนกันนะคะ ถ้าจะเอาข้อผิดพลาดมาบอกกล่าวเพื่อเป็นกรณีศึกษาไว้สอนคน ก็ควรยกกรณีขึ้นมาไม่ใช่ยกชื่อคนขึ้นมาต่อว่า ขณะเดียวกันก็ควรพูดถึงทั้งเรื่องดีและเรื่องที่ควรปรับปรุงสลับกันไป เพื่อให้คนที่ทำดีเกิดกำลังใจ ส่วนคนที่ทำพลาดไปก็จะได้หาทางปรับปรุงตนเองในอนาคต
ทำตามที่สั่ง คิดอย่างที่บอก
พลังสร้างสรรค์ในตัวคนถูกลดทอนด้วยวัฒนธรรมตัวนี้ นั่นคือ เจ้านายสั่งอะไรแล้ว ห้ามทำนอกกรอบ เรียกว่าคนทำงานก็เกร็ง และสักวันหนึ่งเจ้านายก็จะพบว่า งานที่ลูกน้องทำช่างซ้ำซากจริงๆ ซึ่งจะโทษเขาไม่ได้หรอกค่ะ ในเมื่อเราเองนี่แหละที่ปลูกฝังสิ่งนี้ลงในตัวเขา ไม่ว่าเราจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม จริงที่งานบางอย่างต้องมีกรอบไว้ปฏิบัติ แต่ก็ควรเป็นกรอบบางๆ ที่เปิดโอกาสให้ลูกน้องได้แสดงฝีมือหรือพลังสมองบ้าง ไม่แน่ว่าเมื่อเราคลายกรอบลงแล้ว เราอาจค้นพบว่าลูกน้องใกล้ตัวเรามีดีกว่าที่คิด
ต่างคนต่างทำ งานนี้ของฉัน งานนั่นของเธอ
การที่บริษัทถูกก่อตั้งขึ้นมา มีการรวมคนหลากหลายมาทำงานร่วมกัน คงไม่ได้เพื่อที่จะให้แต่ละคนมาตั้งป้อมทำงานของตนเพียงอย่างเดียว แต่มันมีประโยชน์ทางอ้อมคือ ทำให้เราได้เรียนรู้การช่วยเหลือกันเพราะเราและเพื่อนร่วมงานอาจเก่งคนละด้าน บางครั้งเราก็ต้องการความช่วยเหลือจากเขา หรือเขาต้องการความเก่งจากเรา ซึ่งหากมีการเริ่ม วัฒนธรรมต่างคนต่างช่วยแทน ต่างคนต่างทำ ย่อมช่วยในการทำงานง่ายขึ้น วันนี้เราช่วยเขา พรุ่งนี้เขาช่วยเรา ซึ่งจะส่งผลดีให้งานเสร็จไวขึ้น ต่างคนก็ได้กลับบ้านมีเวลาของตัวเองมากขึ้น นี่เองคือสังคมแห่งการทำงานในฝันของใครหลายคนที่เต็มไปด้วยการเกื้อกูล
(0)
กุลสตรี
RELATED TOPICS
362 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
514 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
495 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ