GM 2000's
สร้างกระทู้ใหม่ Forum ล่าสุด | 

1 ศตวรรษมรณกรรม Mahler 1 ในยักษ์ใหญ่แห่ซิมโฟนี

1 ศตวรรษมรณกรรม Mahler 1 ในยักษ์ใหญ่แห่ซิมโฟนี
18 พฤษภาคม 1911 คือวันเสียชีวิตของกุสตาฟ มาห์เลอร์ (Gustav Mahler) คีตกวีชาวออสเตรีย-โบฮีเมียน ซึ่งเป็นหนึ่งในคีตกวียุคโรแมนติกที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่ในโลกของซิมโฟนีของวงการดนตรีคลาสสิก เคียงคู่กับยักษ์ใหญ่ทางด้านซิมโฟนีอย่าง Beethoven, Brahms, Bruckner หรือ Sibellus ผู้เชี่ยวชาญดนตรีคลาสสิกบางท่านถึงกับยกย่องซิมโฟนีของมาห์เลอร์ว่า คือจุดสูงสุดของซิมโฟนี ทั้งในแง่ขนาดที่ต้องใช้วงออร์เคสตร้าและคณะนักร้องขนาดใหญ่บรรเลงเป็นระยะเวลายาวนาน และในแง่เนื้อหาที่ซับซ้อนลึกซึ้ง 2011 ปีนี้ จึงถือเป็นปีครบศตวรรษการเสียชีวิตของมาห์เลอร์ มีการเฉลิมฉลองเพื่อรำลึกถึงมาห์เลอร์กันไปทั่วโลก ด้วยการอภิปรายทั้งประเด็นชีวิตและผลงานของเขา รวมทั้งการแสดงคอนเสิร์ตผลงานของเขามากมาย เป็นวาระที่มิอาจผ่านไปเฉยๆ สำหรับคอดนตรีคลาสสิก โดยเฉพาะคอซิมโฟนี
3 ยุคงานประพันธ์ของมาห์เลอร์
มาห์เลอร์เกิดเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 1860 ในครอบครัวชาวยิวที่ยากจน ณ Kaliste เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในแคว้น Bohemia (หรือสาธารณรัฐเช็กในปัจจุบัน) ซึ่งในขณะนั้นเป็นแค่วันหนึ่งภายใต้การปกครองของจักรวรรดิออสเตรีย เพียงไม่กี่เดือนหลัง มาห์เลอร์เกิด ครอบครัวได้ย้ายมาอยู่ในเมืองที่ใหญ่ขึ้นอย่าง Jihlava ซึ่งเป็นที่ที่มาห์เลอร์เติบโตและใช้ชีวิตตลอดวัยเด็ก ที่นี่เองที่ครอบครัวมาห์เลอร์มีโอกาสสร้างฐานะที่ดีขึ้น โดยขยับฐานะขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางที่เป็นเจ้าของโรงกลั่นเหล้าเล็กๆ และโรงแรมขนาดเล็กแห่งหนึ่ง แม้จะเป็นพ่อที่ชอบเมามายและชอบทุบตีภรรยา Bernhard Mahler ก็ตระหนักดีถึงอัจฉริยะทางดนตรีตั้งแต่เยาว์วัยของกุสตาฟผู้ลูก เขาจึงพยายามผลักดันให้ลูกได้เข้าเรียนใน Vienna Conservatory วิทยาลัยดนตรีชื่อดังของยุโรป ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเวียนนา เมืองหลวงของจักรวรรดิ ในปี 1875 เมื่อมาห์เลอร์อายุได้ 15 ปี จนจบการศึกษาในอีก 3 ปีต่อมาคือปี 1878 มาห์เลอร์ก็ได้เข้าศึกษาต่อใน Vienna University ซึ่งเป็นที่ที่มาห์เลอร์ได้มีโอกาสขยายความสนใจ ทั้งในด้านวรรณคดีและปรัชญา แล้วนำมาใช้เป็นวัตถุดิบและมุมมองในผลงานการประพันธ์ในยุคต่อมา

- ยุคแรก 1880-1901 โดยเริ่มจากงานเขียนอย่างเป็นทางการชิ้นแรก Dasklagende Lied (1880) จนถึงชุดเพลงร้อง (ที่แต่ละเพลงในชุดมีเนื้อหาเชื่อมโยงกัน) หรือ song cycle 12 บท Des Knaben Wunderhorn (1901) ยุคนี้บางทีก็เรียกว่ายุค Wunderhorn เหตุเพราะงานในยุคนี้เกือบทั้งหมด โดยเฉพาะงานหลังอย่างซิมโฟนีหมายเลข 1 ถึงหมายเลข 4 ล้วนแต่ได้รับอิทธิพลทั้งความคิดและบรรยากาศมาจากรวมเล่มบทกวีพื้นบ้านที่ชื่อว่า Des Knaben Wunderhorn (The Boy’s Magic Horn) ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมบทกวีพื้นบ้านกึ่งนิทานภาษาเยอรมันที่มีมานานแล้ว โดยไม่ทราบผู้แต่งที่แน่ชัด รวมเล่มตีพิมพ์โดย Achim von Arnim และ Clemens Brentano ระหว่างปี 1805-1808 จนเป็นที่นิยมและมีอิทธิพลอย่างมาก ทั้งในวงการศิลปะและวัฒนธรรมเยอรมันตลอดทั้งศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กระแสชาตินิยมซึ่งรวมถึงนิยมในศิลปะและวัฒนธรรมพื้นบ้านของตัวเอง กำลังโหมกระพือไปตามประเทศต่างๆ ทั่วทวีปยุโรป
ยุคกลาง 1901-1907
- ยุคกลาง 1901-1907
งานในยุคนี้ของมาห์เลอร์จะพัฒนาทั้งเทคนิคการประพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้น และเนื้อหาทางดนตรีที่เข้มข้นขึ้นตามวุฒิภาวะทางดนตรีที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะซิมโฟนีหมายเลข 5, 6 และ 7 ด้วยความตั้งใจที่จะทำให้เป็นดนตรีบริสุทธิ์ มาห์เลอร์ได้ลดลักษณะ Program Music หรือการใช้ดนตรีบรรยายภาพหรือเรื่องราวลงรวมถึงไม่นำเพลงร้องมาใส่ไว้ในซิมโฟนีทั้ง 3 บทนี้ เหมือนชิ้นก่อนหน้า ซิมโฟนีทั้ง 3 บทในยุคกลางนี้จึงเป็นเพลงบรรเลงล้วน ๆ ตามแบบแผนซิมโฟนีแท้ ๆ ยกเว้นซิมโฟนีหมายเลข 8 งานปิดท้ายยุคกลางนี้ ที่เขียนเสร็จในปี 1907 มาห์เลอร์ได้กลับมาใช้รูปแบบเพลงร้องในซิมโฟนีอีกครั้ง โดยใช้นักร้องเดี่ยวนำถึง 8 คน คณะนักร้องประสารเสียงขนาดใหญ่ 3 วง ร่วมกับวงออร์เคสตร้าขนาดใหญ่ รวมกันร่วมพันชีวิต ซิมโฟนีชิ้นนี้จึงได้รับฉายา Symphony of a Thousand นับตั้งแต่เปิดแสดงครั้งแรกเมื่อปี 1910 โดยมาห์เลอร์เป็นวาทยกรคุมวงด้วยตนเอง และถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ทั้งจากผู้ชมและนักวิจารณ์ ที่มาห์เลอร์ได้รับจากงานประพันธ์ในช่วงที่เขายังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนักกับงานประพันธ์ของเขา
- ยุคท้าย 1908-1910
- ยุคท้าย 1908-1910
เป็นช่วยเวลาสั้น ๆ ก่อนเสียชีวิต ทว่าเป็นช่วงที่วุฒิภาวะทางดนตรีและมุมมองต่อชีวิตและโลกของมาห์เลอร์นั้นลึกซึ้งยิ่ง และเมื่อรู้ตัวว่าอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนัก ธีมหลักในงานยุคนี้จึงเป็นเรื่องของ ‘การเผชิญหน้ากับความตาย’ ความคิดคำนึงและความรู้สึกต่อความตายในมิติส่วนตัว (ต่างจากยุคแรกและกลางที่เป็นความตายของคนที่รัก) จึงถูกถ่ายทอดลงในงานยุคสุดท้ายนี้อย่างชัดเจน ในมุมมองที่เริ่มจากความทุกข์และการดิ้นรนต่อสู้กับ ความตาย สู่การยอมรับและตระหนักในความจริงที่ว่า ในที่สุดแล้ว ตนเองก็มิอาจหนีพ้นจากความตายซึ่งเป็นความจริงของโลกไปได้ อันนำไปสู่ความสงบทางใจ ที่ถ่ายทอดออกมาเป็นเสียงดนตรีในบรรยากาศที่งดงามอย่างสงบและลึกซึ้งยิ่ง โดยเฉพาะในซิมโฟนีหมายเลข 9 (1909) แม้แต่ Alban Berg หนึ่งในคีตกวีผู้บุกเบิกแนวทางใหม่ของดนตรีในศตวรรษที่ 20 และเป็นหนึ่งในคีตกวีรุ่นน้องที่ได้รับอิทธิพลทางดนตรีจากมาห์เลอร์ ยังกล่าวยกย่องซิมโฟนีหมายเลข 9 บทนี้ไว้ว่า ‘คือสิ่งมหัศจรรย์ที่สุด เท่าที่มาห์เลอร์เคยเขียนมา’
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนมาห์เลอร์เองก็หนีไม่พ้นจากอาถรรพ์ของซิมโฟนีหมายเลข 9 ในปีเดียวกันนี้คือปี 1909 หลังจากเขียนซิมโฟนีอีกชิ้นเสร็จ มาห์เลอร์ก็ยอมรับลำดับตั้งเป็นซิมโฟนีหมายเลข 9 แม้ว่าในปีถัดมาคือ 1910 จะเริ่มเขียนซิมโฟนีหมายเลข 10 แล้ว แต่ก็เขียนเสร็จสมบูรณ์เพียงท่อนแรกท่อนเดียวที่เหลืออีก 4 ท่อนนั้น มาห์เลอร์เขียนเป็นร่างคร่าวๆ ไว้ โดยที่ยังไม่ทำ orchestration หรือยังไม่ได้เรียบเรียงเสียงประสานให้ บรรเลงโดยวงออร์เคสตร้า ซึ่งถือว่ายังไม่เสร็จสมบูรณ์เป็นซิโฟนี ในปีถัดมาคือปี 1911 มาห์เลอร์ก็เสียชีวิตลง ซิมโฟนีที่เสร็จสมบูรณ์ของมาห์เลอร์จึงมีเพียง 9 ชิ้น ซิมโฟนีหมายเลข 10 ฉบับที่ได้รับการบรรเลงครบทั้ง 5 ท่อนนั้น เป็นฉบับที่ทำให้สมบูรณ์และทำ orchestration โดยนักแต่งเพลงรุ่นหลังหลายท่าน หลายเวอร์ชั่น ซึ่งมักจะวงเล็บหมายเหตุไว้ว่าเป็น (performing version) แต่ที่ได้รับความนิยม ถูกนำมาบันทึกเสียงและแสดงคอนเสิร์ตมากที่สุดนับตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1960 ก็เห็นจะเป็นเวอร์ชั่นของ Deryck Cooke นักดนตรีและนักวิชาการดนตรีผู้เชี่ยวชาญมาห์เลอร์ชาวอังกฤษ อย่างไรก็ตาม วาทยกรใหญ่ที่ผู้เชี่ยวชาญงานมาห์เลอร์หลายท่าน มักไม่ให้การยอมรับกับ performing version เหล่านี้ และมักจะปฏิเสธที่บันทึกเสียงหรือแสดงคอนเสิร์ตเวอร์ชั่นเหล่านี้ เพราะไม่สามารถสะท้อนความคิดและจิตวิญญาณที่แท้จริงของมาห์เลอร์ได้ วาทยกรหลายท่านจึงเลือกบันทึกหรือแสดงเพียงท่อนแรกท่อนเดียว ซึ่งเป็นท่อนที่ตัวมาห์เลอร์เองแต่งไว้เท่านั้น งานทั้ง 3 ชิ้นในยุคท้ายนี้ ทั้งซิมโฟนีหมายเลข 9, 10 และ Das Lied von der Erde ไม่มีโอกาสจัดแสดงในช่วงชีวิตของมาห์เลอร์เลย ทั้ง 3 ชิ้นล้วนแต่จัดแสดงครั้งแรกหลังจากมาห์เลอร์เสียชีวิตไปแล้ว ครั้งหนึ่งในการพบกันระหว่าง 2 ยักษ์ใหญ่แห่งซิมโฟนี มาห์เลอร์แสดงทัศนะกับ Jean Sibelius ว่า ‘ซิมโฟนีต้องเป็นเหมือนกับโลก มันต้องรวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในนั้น’ หากคุณได้มีโอกาสฟังผลงานซิมโฟนีของมาห์เลอร์หลาย ๆ บทแล้วล่ะก็ คงจะตระหนักได้ไม่ยากว่าคำกล่าวข้างต้นของมาห์เลอร์นั้น เป็นความจริงโดยแท้
(0)
GM 2000
RELATED TOPICS
265 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ