ชีวจิต's
สร้างกระทู้ใหม่ Forum ล่าสุด | 

ในวันที่สมองไม่เป็นใจ (จบ) สมดุลชีวิตด้วยโยคะ

ในวันที่สมองไม่เป็นใจ (จบ) สมดุลชีวิตด้วยโยคะ
“เหมือนช่วยคนกำลังจมน้ำ”
คุณ ป๊อป-อารียา สิริโสดา เปรียบเทียบการดูแลคุณแม่-ผู้ป่วยโรคสมองน้อยฝ่อ(SpinocerebellarAtaxia)
“ถ้าเห็นคนจมน้ำและเราว่ายน้ำไม่เป็น ห้ามกระโดดลงไปช่วยเด็ดขาด เพราะเขาจะกดเราให้จมน้ำลงไปด้วย วิธีช่วยคือ เราต้องโยนเชือกลงไปหรือต้องว่ายน้ำเป็นและแข็งแรงพอที่จะกระโดดลงไปช่วยเขา”
คุณป๊อปขยายความเพิ่มเติมเมื่อถูกถามถึงวิธีดูแลกาย-ใจให้แข็งแรงพร้อมรับหน้าที่ดูแลคุณแม่ที่ป่วยเป็นโรคสมองน้อยฝ่อมานานกว่าสองปี ด้วยอาการของโรคที่ทำให้สมองสูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อไปทีละน้อย และยังไม่มียารักษา ทำให้คุณป๊อปต้องคิดค้นวิธีดูแลตัวเองให้สามารถดูแลคุณแม่ในระยะยาว
เธอค้นพบว่า โยคะช่วยจัดสมดุลชีวิตและเติมพลังชีวิตได้อย่างดี ไม่เช่นนั้นร่างกายอาจอ่อนแอลงและสภาพจิตใจอาจย่ำแย่เพราะความเครียด จนกลายเป็น “ผู้ป่วยหมายเลขสอง” ในที่สุด
ในวันที่สมองไม่เป็นใจ (จบ) สมดุลชีวิตด้วยโยคะ
ผู้ป่วยหมายเลขสอง
ผู้ป่วยหมายเลขสองคือคำจำกัดความของคนดูแลผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจ จนมีอาการเจ็บป่วยตามมา
คุณป๊อปยอมรับว่า ครั้งหนึ่งเคยตกอยู่ในภาวะนั้น เพราะยังปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตไม่ได้
“หลังจากให้แม่รักษาตัวด้วยวิธีต่างๆ แล้วไม่ได้ผล ต้องยอมรับว่าแม่ไม่หายและอาการจะแย่ลงเรื่อยๆ เราร้องไห้เลย แต่ไม่ให้แม่เห็น บอกตัวเองว่าชีวิตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะยี่สิบปีที่ผ่านมาใช้ชีวิตอยู่คนเดียวตลอด เป็นคนไม่อยู่นิ่ง อยากไปไหนก็ไปอยากไปหาเพื่อนที่สมุย เชียงใหม่ ก็กระโดดขึ้นเครื่องบินไปได้เลย
“เมื่อแม่ป่วย เราต้องดูแลตลอด ช่วงแรกที่ยังมีอาการไม่มาก ดูแลคนเดียวได้ แต่พออาการหนักขึ้นไม่ไหวแล้ว และยังจัดการไม่เป็นด้วย ทำให้มีผลกระทบต่อการทำงาน เป็นช่วงที่พลาด ยกตัวอย่างให้เห็นเลย คือ ตอนกลางคืนต้องนอนกับคุณแม่เขาก็จะละเมอเสียงดังบางทีก็หัวเราะคิกคัก และปัสสาวะทุก 2 ชั่วโมง เพราะกล้ามเนื้อฝ่อ ไม่สามารถกลั้นได้ ต้องดูแล คอยเปลี่ยนกางเกง เปลี่ยนผ้าปูที่นอน เรียกว่าแทบไม่ได้นอนเลยทั้งคืน
“วันรุ่งขึ้นต้องไปถ่ายรายการ ไปทำงาน ถามว่าทำงานได้ไหม บอกได้เลยว่าแทบไม่ได้ เพราะร่างกายไม่พร้อมและเครียดมาก ช่วงกลางวันถ้ามีงาน บางวันคุณแม่จะขอไปด้วย เพราะอยู่บ้านแล้วเหงา ก็จะช่วยพยุงไป แต่ระยะหลังไม่ไหวแล้ว เราต้องดูแลตลอด ทำให้ไม่มีเวลาไปซื้ออาหารเข้าบ้าน ไม่ได้จ่ายบิลค่าน้ำ ค่าไฟ เรียกว่าเป็นช่วงที่พลาดจริงๆ”
ร่างกายที่อ่อนแอส่งผลให้กำลังใจของคุณแม่ถดถอย ภาพผู้หญิงแกร่งที่ทำงานหนักและเลี้ยงดูลูกอย่างเข้มแข็งค่อยๆ เลือนหายสวนทางกับภาพผู้ป่วยโรคสมองฝ่อที่สูญเสียการควบคุมร่างกายและอารมณ์
“เราอ่านหนังสือจิตวิทยา เขาอธิบายถึงอาการของผู้ป่วยที่สูญเสียการควบคุมร่างกายว่ามี 2 ลักษณะ คือ ยอมรับ คนประเภทนี้จะนิ่งเฉย และรับไม่ได้ คนกลุ่มนี้ จะต่อสู้ เครียด ร้องไห้ ซึ่งแม่เราเป็นแบบหลัง เพราะจะคิดเสมอว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้ ทั้งที่เพิ่งจะเกษียณไม่กี่ปี
“ตอนนี้เหมือนความเป็นตัวตนของแม่หายไปแล้ว 30 - 40 เปอร์เซ็นต์ เมื่อก่อนเป๊ะมากกับทุกเรื่อง แต่งตัวสวย ชอบพูดคุย เข้าสังคม ตอนนี้กลับเป็นเหมือนเด็ก ไม่แต่งตัว เราต้องอาบน้ำ ถูหลัง และป้อนข้าวให้
“จากที่เคยเคร่งครัดเรื่องวินัยการกิน ตอนนี้ถามว่าจะกินอะไร จะตอบแต่ ‘ไม่เอาๆ’ จะกินแต่ขนม ทำให้นึกย้อนไปถึงเรื่องที่แม่เล่าให้ฟังว่า ตอนเด็ก แม่ให้อะไร เราก็ไม่กิน พูดแต่ ‘ไม่เอาๆ’ จนแม่เรียกว่า ‘ไอ้แมว’ ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้ทุกอย่างกลับกันหมด”
โรคสมองน้อยฝ่อจึงไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียการเคลื่อนไหวเท่านั้น แต่ยังทำให้ครอบครัวผู้ป่วยสูญเสียตัวตนของคนที่พวกเขารักไปทีละน้อยๆ แม้ไม่อาจหยุดยั้งอาการโรคและเรียกคืนสิ่งที่สูญเสียไปแต่คุณป๊อปก็หาวิธีจัดการปัญหาได้อย่างลงตัว เพื่อเธอและแม่ได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
อ่านต่อ โดย คลิกอ่านทั้งคอลัมน์
ในวันที่สมองไม่เป็นใจ (จบ) สมดุลชีวิตด้วยโยคะ
ทางออกของเธอคือ การจัดสมดุลชีวิต ซึ่งได้รับมาจากการฝึกโยคะ
“การฝึกโยคะช่วยได้มาก เพราะคนฝึกโยคะต้องดูลมหายใจตัวเอง ต้องรู้ตัวเองเมื่อฝึกโยคะจึงมีสติ เรานำหลักนี้มาใช้กับการดูแลคุณแม่ อย่างแรกคือ เรารู้แล้วว่าอาการจะแย่ลงเรื่อยๆดังนั้นต้องจ้างคนมาช่วยดูแล เพราะหากเราดูแลคนเดียวอย่างที่บอกว่าจะเครียดมาก สุขภาพกายและใจจะไม่ดีทุกอย่างจะยิ่งแย่ลง
“เชื่อว่าถ้าตัวเราไม่อิ่มแล้ว ไม่สามารถไปเติมพลังชีวิตให้ใครได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดของผู้ที่ดูแลคนป่วยทุกคนคือ ต้องดูแลร่างกายจิตใจตัวเองก่อน เมื่อแข็งแรงเราจะช่วยคนอื่นได้ เหมือนการช่วยคนจมน้ำอย่างไรอย่างนั้น
เมื่ออาการของคุณแม่มีแต่ทรุดลง ชีวจิต ถามเธอว่าอะไรคือความหวังในวันพรุ่งนี้ เธอยิ้มสวยแล้วตอบกลับทันทีว่า
“ในแต่ละวันจะมานั่งคิดว่า วันนี้เราทำให้แม่ยิ้มหรือยัง หัวเราะหรือยัง ถ้าทำได้ เราถอนหายใจ โอเค
ผ่านมาได้แล้วหนึ่งวัน เป้าหมายมีแค่นี้จริงๆ”
จากนั้นคุณป๊อปหันไปถามคุณแม่ว่ารักไหม คุณแม่ตอบกลับมาอย่างอารมณ์ดีว่า
“รักมากที่สุดในโลก”
คุณป๊อปจึงกล่าวว่า
“นึกว่าจะตอบว่ารักเท่าฟ้า จะถามต่อว่าฟ้าเป็นใคร” ...แล้วเสียงหัวเราะของคุณแม่และลูกสาวก็ดังขึ้นพร้อมกัน เพื่อยืนยันว่าคุณป๊อปทำหน้าที่ได้สำเร็จสมดังเป้าหมายที่เธอตั้งไว้
(0)
ชีวจิต
RELATED TOPICS
504 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ