ชีวจิต's
สร้างกระทู้ใหม่ Forum ล่าสุด | 

เคล็ดลับดีๆ เพื่อเป็นผู้สูงวัยอย่างมีความสุข

เคล็ดลับดีๆ เพื่อเป็นผู้สูงวัยอย่างมีความสุข
เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่ง คำนามที่คนอื่นเคยเรียกเราว่า “พี่” จะค่อยๆ หายไปจากชีวิต แล้วแปรเปลี่ยนเป็นคำว่าคุณลุง คุณป้า ไปจนถึงคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยายแทน

ในความคิดของผู้เขียน คำเรียกเหล่านี้เป็นคำที่น่ารัก แต่ท่านผู้อ่านที่ถูกเรียกแบบนี้เป็นประจำ อาจกำลังคัดค้านอยู่ในใจ (เพราะยังอยากเป็นวัยรุ่นกันอยู่ฮา) ถึงอย่างไร ท่องไว้ค่ะว่า “อายุเป็นเพียงตัวเลข” เพราะหากทุกท่านสามารถดูแลสุขภาพร่างกายให้ฟิตเต็มร้อย รวมทั้งดูแลจิตใจให้สดใส กระชุ่มกระชวย เหมือนตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวได้อยู่เราก็ยังคงดูอ่อนกว่าวัยได้เสมอ

ปักษ์นี้ ชีวจิตจึงมีเทคนิคดูแลใจสำหรับคนสูงวัยมาฝาก เพื่อให้ทุกท่านเป็นคุณลุง คุณป้า ที่น่ารัก และอารมณ์ดี ไม่แพ้ลูกหลานค่ะ
4 เทคนิคปรับอารมณ์คนสูงวัย
คำอธิบายจาก นายแพทย์เทอดศักดิ์ เดชคง ในหนังสือเรื่อง สติบำบัด กล่าวถึงความหมายของคำว่า “อารมณ์” ไว้ว่า “อารมณ์เกิดจากการมีสิ่งเร้า เช่น การได้ยิน การเห็นภาพ หรือความต้องการภายในร่างกาย เช่น ความหิว ความต้องการต่างๆ มากระต้นุให้ตัวเราแปลความหมายของสิ่งเหล่านั้นไปในทางบวก (สุข) ทางลบ (ทุกข์) หรือธรรมดา (ไม่สุขไม่ทุกข์)”

ความจริงแล้วคนเราสามารถควบคุมอารมณ์ของตนไม่ให้เอนเอียงไปในทางลบได้ ยิ่งในวัยผู้สูงอายุซึ่งเป็นวัยแห่งการเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง การปรับเพื่อเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง จึงเป็นทักษะที่คนสูงวัยทุกท่านควรฝึกฝน โดยเริ่มต้นจากวิธีต่อไปนี้ค่ะ
1. มองความเปลี่ยนแปลงว่าไม่ใช่ปัญหา
แพทย์หญิงศรีประภา ชัยสินธพ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า “เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยผู้สูงอายุ ย่อมมีความเปลี่ยนแปลงตามภาวะธรรมชาติเกิดขึ้น เช่น ร่างกายเสื่อมถอย ไม่มีเรี่ยวแรงในการทำสิ่งต่างๆ หรือบางคนอาจมีปัญหาด้านจิตใจ ซึ่งเกิดจากการสูญเสีย เช่น สูญเสียคนใกล้ชิด เพื่อนสนิท ถึงแก่กรรม หรือหลานแยกย้ายไปมีครอบครัว”

แม้สิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่บางครั้งความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาตินี้ก็อาจกลายเป็นปัญหา เช่น ผู้สูงอายุบางท่านอาจเคยเป็นคนที่เดินได้ว่องไว แต่มาวันนี้ต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุงตัว สิ่งที่เกิดขึ้นจึงอาจส่งผลต่ออารมณ์ของคนสูงวัยได้ เนื่องจากความรู้สึกที่ว่า ตนเองไม่สามารถทำอะไรได้ดั่งใจเหมือนเมื่อก่อน

แต่ในเมื่อเราไม่สามารถควบคุมสิ่งที่ร่วงโรยไปตามธรรมชาติได้ สิ่งที่ควรทำมากกว่าจึงเป็นการเลิกยึดติดว่าสิ่งเหล่านั้นคือปัญหา และหันมาให้ความสนใจกับสิ่งที่เรายังควบคุมได้จะดีกว่า

ไม่ว่าจะเป็น การกินอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกาย เพื่อไม่ให้สุขภาพแย่ลง การออกกำลังกาย การพักผ่อนให้เพียงพอ การดูรายการตลกเพื่อสร้างความผ่อนคลาย หรือทำสิ่งใดก็ได้ที่มีความสุข และไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ก็จะช่วยให้ผู้สูงอายุมองข้ามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นค่ะ
2. ฝึกคิดถึงเรื่องดีๆ
ธรรมชาติของคนเราจะจดจำเรื่องร้ายได้มากกว่าเรื่องดี เมื่อเรื่องร้ายๆ ถูกบันทึกที่ศูนย์ควบคุมอารมณ์ในสมอง จึงทำให้เราคอยนึกว่าคนอื่นๆ มักจะทำไม่ดีกับเรา แล้วก็เอามาต่อว่ากันทะเลาะกัน”

คำกล่าวด้านบนเป็นของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี ที่สะท้อนให้เราเห็นว่า ยิ่งอายุเพิ่มมากขึ้น ทั้งเรื่องร้ายและดีย่อมผ่านเข้ามาในชีวิตมากขึ้น

แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกท่านสามารถทำได้ คือการเลือกคิดถึงสิ่งดีๆ ที่ผ่านเข้ามาให้มากกว่าเรื่องร้ายๆ โดยเริ่มฝึกสังเกตตัวเองว่า ในแต่ละวันเรามักจะนั่งนึกถึงสิ่งที่ไม่ดีอยู่บ่อยๆ หรือไม่ ซึ่งเมื่อไรที่รู้ตัวว่ากำลังคิดลบอยู่ ควรรีบหยุดความคิดนั้น เพื่อให้สมองได้บันทึกเรื่องราวดีๆ ลงไป

ดังใจความตอนหนึ่ง จากหนังสือเรื่อง สงบ เขียนโดย พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) ที่บอกไว้ว่า “เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นที่จิต จิตจะทำหน้าที่แก้ของเขาเอง... เมื่อเขาแก้แล้วผิดหรือถูก เราอย่าไปสำคัญมั่นหมาย... แม้บางทีจิตอาจเถียงกัน เราเพียงแต่ฟังมันเท่านั้น อย่าเอามาเป็นอารมณ์” แล้วเราจะสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งต่างๆ ได้โดยไม่ต้องเก็บมาเครียดค่ะ
3. ทำกิจกรรมที่ชอบ
หนังสือเรื่อง เข้าใจ...โลก สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ มีใจความตอนหนึ่งเขียนไว้ว่า

“ค่านิยมการรีไทร์หรือเกษียณอายุของชาวตะวันออกและตะวันตกช่างแตกต่างกันมาก เพราะสำหรับชาวตะวันออก คนที่เกษียณจะมีความหดหู่จากการหมดอำนาจ บารมี คนล้อมหน้าล้อมหลังหายไป หลายคนจึงรู้สึกกลัว ว่าตัวเองจะไร้คุณค่า

“แต่สำหรับชาวตะวันตก คนที่เกษียณมีความยินดีและตื่นเต้น ว่าชีวิตหลังจากนี้เขาจะได้ทำอะไรที่ยังไม่ได้ทำ มีเวลาทำสิ่งที่ตัวเองรักและใฝ่ฝัน และหาความรู้เพื่อพัฒนาตัวเองได้อย่างอิสระ เพราะไม่มีคำว่าแก่เกินไปสำหรับการเรียนรู้”

เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณแล้ว ผู้สูงอายุจึงควรมองโลกในแง่ดี ว่าชีวิตในช่วงนี้ก็คล้ายกับช่วงเวลาปิดเทอมในวัยเด็ก ซึ่งเป็นเวลาที่เราจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ และมีเวลาทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ

ดังนั้น หากใครรู้สึกเบื่อหรือเหงา อาจหากิจกรรมที่เป็นประโยชน์มาทำเพื่อฆ่าเวลา เช่น งานเย็บปักถักร้อย ทำอาหาร ร้องเพลง หรือ อาจเข้าร่วมชมรมต่างๆ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ได้เจอเพื่อนใหม่ในวัยเดียวกัน

วิธีนี้จะช่วยบำบัดความเครียด และทำให้เราได้ดึงความสามารถของตนออกมาใช้ ซึ่งจะช่วยให้คนสูงวัยรู้สึกภูมิใจในตนเองมากขึ้นค่ะ
4. ออกกำลังสมอง
วิธีนี้แนะนำโดย ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงนันทิกา ทิวชาชาติ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคุณหมอบอกว่า การออกกำลังสมอง หรือ นิวโรบิกส์เอกเซอร์ไซส์ (Neurobics Exercise) คือการฝึกให้สมองส่วนต่างๆ ทำงานเชื่อมโยงกันได้ดีขึ้น ซึ่งมีส่วนช่วยฝึกความจำ สมาธิ การรับรู้ รวมทั้งอารมณ์ และยังถือเป็นการชะลอความเสื่อมของร่างกายอย่างหนึ่ง

ตัวอย่างการออกกำลังสมอง ได้แก่ การหยิบสิ่งของด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด เพื่อให้สมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาได้ใช้งานทั้งสองข้าง การปิดไฟแล้วใช้มือคลำหาสิ่งของ เพื่อกระตุ้นประสาทด้านการสัมผัส หรือวิธีง่ายๆ อย่างการอ่านหนังสือก็ถือเป็นตัวช่วยในการเพิ่มเติมข้อมูลใหม่ๆ ให้สมองได้ค่ะ

นอกจากการมีอายุยืนยาวแล้ว ต้องมีสุขภาพกายและใจที่สมบูรณ์ไปพร้อมๆ กันด้วย ถึงจะคว้าตำแหน่งคนสูงวัยที่มีความสุขอย่างแท้จริงค่ะ
รู้หรือไม่... ไทยขึ้นแท่นสังคมแห่งผู้สูงอายุ
จากการสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2554 พบว่า ผู้สูงอายุในไทยมีจำนวนมากถึงร้อยละ 12.3 ของประเทศ ซึ่งเมื่อเทียบกับคำนิยามขององค์การสหประชาชาติ (UN) ที่กำหนดว่า ประเทศใดที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกินร้อยละ 10 ของประเทศ สังคมของประเทศนั้นจะถือเป็นสังคมแห่งผู้สูงอายุ (Aging Society)

จึงพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า สังคมปัจจุบันนี้คือสังคมของคนสูงวัย และในอนาคตมีแนวโน้มว่าผู้สูงอายุจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่คนวัยเด็กยิ่งลดน้อยลง ซึ่งมีการคาดการณ์โดยสำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพว่า ในอีก 40 ปี ข้างหน้า เด็กอาจมีจำนวนน้อยกว่าผู้สูงอายุถึง 2 เท่า
(0)
ชีวจิต
RELATED TOPICS
538 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ