GM 2000's
สร้างกระทู้ใหม่ Forum ล่าสุด | 

รีวิว Auralic ?VEGA ?Digital Audio Processor....External DAC ตัวใหม่จาก นอร์เวย์

รีวิว Auralic VEGA Digital Audio Processor....External DAC ตัวใหม่จาก นอร์เวย์
External DAC เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีพัฒนาการน่าสนใจ มันเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในวงการเครื่องเสียงที่รวบรวมเอาวิทยาการทางด้านดิจิตัล เทคโนโลยีเข้าไว้ในตัวมากที่สุด โดยเฉพาะ ext.DAC ยุคใหม่ๆ ซึ่งจะเริ่มใช้ digital processor ที่มีประสิทธิภาพสูงๆ เข้ามาช่วยมากขึ้น นอกจากจะช่วยในการประมวลผลของภาค DAC แล้ว ext.DAC ใหม่ๆ ในอนาคตจะเริ่มผนวกเอาประสิทธิภาพทางด้านอื่น อาทิ digital filter, preamp และ room correction เข้าไปไว้ในตัวของมันด้วย

Auralic: VEGA the next generation digital audio processor
ext.DAC รุ่น VEGA ของยี่ห้อ Auralic นี้เปิดตัวครั้งแรกในโลกเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2012 ที่ประเทศนอร์เวย์ ถือว่าเป็น ext.DAC ยุคใหม่ที่มีพัฒนาการทางด้านประสิทธิภาพที่สูงขึ้นกว่าที่ผ่านๆ มา โดยเพิ่มเติมความสามารถในการจัดการกับไฟล์ข้อมูลเพลงที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถถอดรหัส (decode) รูปแบบ (หรือฟอร์แม็ต) ของไฟล์เพลงที่มีสเปคฯ สูงขึ้นกว่าฟอร์แม็ตที่แพร่หลายกันอยู่ในปัจจุบัน และเพิ่มเติมฟังท์ชั่นพิเศษที่ช่วยปรับปรุงทางด้านคุณภาพเสียงเข้าไปด้วยอีกสอง-สามรายการ
Specification
SPECIFICATION
Type : external DAC
Frequency Response : 20-20KHz, +/-0.1dB (filter mode#1 for all sampling rate)
THD+N : <0.0003%, 20-20KHz at 0dBFS
Dynamic Range : 130dB, 20Hz-20KHz, A-weighted
Digital Inputs : 1xAES/EBU, 2xCoaxial, 1xToslink, 1xUSB 2.0 buffered by ActiveUSBTM
Support Formats : All PCM from 44.1KS/s to 384KS/s in 32Bit (DXD352.8 &
DXD384KS/s though USB only) DSD64 (2.8224MHz) and DSD128
(5.6448MHz)
Analog Outputs : 1xbalanced XLR (output impedance 4.7 ohm)
1xsingle-ended RCA (output impedance 50 ohm)
Output Voltages : 4Vrms at Max. with dynamic-loss-free digital volume
Dimensions : 11”W x 9”D x 2.6”H (33cm x 23cm x 6.5cm)
Weight : 7.3 pounds (3.3kg)

รูปร่างหน้าตา
ตัวถังของ Vega มาในสัดส่วนที่แปลก ไม่ใช่ full size หน้ากว้าง 17 นิ้วเหมือนเครื่องเข้าแร็คฯ มาตรฐานทั่วไป และไม่ใช้ half size หน้าแคบ 8 นิ้วครึ่งเหมือน ext.DAC หลายๆ ตัวในตลาด หน้ากว้างของ Vega อยู่ที่ 11 นิ้ว ประมาณ 2/3 ของเครื่องมาตรฐาน ส่วนความสูงอยู่ที่ 2.6 นิ้วและลึก 9 นิ้ว ใกล้เคียงกับ ext.DAC หลายๆ ตัวในท้องตลาด
ดีไซน์หน้าตาของ Vega ออกแนวเรียบง่าย โครงสร้างฐานหลักของตัวถังกอปรขึ้นมาจากโลหะพับเป็นรูปตัว U หงายที่รองรับการติดตั้งอุปกรณ์ภายในทั้งหมดโดยมีแผ่นอะลูมิเนียมพับเป็นตัว U คว่ำสวมทับลงไปเป็นฝาครอบเครื่อง แล้วยึดด้วยน็อตที่ด้านบนและด้านข้างของตัวถัง ซึ่งเป็นรูปแบบของโครงสร้างตัวถังที่พบเห็นได้ในอุปกรณ์ระดับมิดเอ็นด์ฯ ทั่วไป แต่จะว่าเรียบง่ายไม่มีดีไซน์ซะเลยก็คงจะไม่ใช่ บนแผงหน้าปัดมีดีไซน์เก๋ๆ อยู่เหมือนกัน เริ่มด้วยใช้แผ่นอะลูมิเนียมที่มีความหนาประมาณ 1 เซนติเมตร ตัดเว้าลงไปประมาณครึ่งเซนติเมตรทางด้านขวามือของแผงหน้าปัดเพื่อเจาะรูให้ปุ่มโลหะโค้งๆ โผล่ขึ้นมา ปุ่มหมุนหนึ่ีงเดียวบนหน้าปัดนี้ใช้งานได้หลายหน้าที่ด้วยกัน หลักๆ คือใช้เพื่อการปรับตั้งค่าต่างๆ ในเมนูของเครื่อง ส่วนพื้นที่บนหน้าปัดด้านซ้ายที่เหลือถูกใช้เป็นที่ติดตั้งจอแสดงผลที่มีความสูงประมาณหนึ่งนิ้วแต่
รูปร่างหน้าตา
ยาวมาก คาดจากขอบหน้าปัดด้านซ้ายสุดลากยาวมาเกือบถึงส่วนเว้าที่ติดตั้งปุ่มโลหะ จุดกึ่งกลางบนพื้นที่หน้าปัดระหว่างขอบจอด้านขวากับปุ่มโลหะมีไฟแอลอีดีอยู่หนึ่งดวงคอยบอกสถานะของตัวเครื่อง เมื่อคุณกดสวิทช์ power ที่อยู่บนแผงหลังของตัวเครื่องไปที่ตำแหน่ง I ไฟดวงนี้จะสว่างขึ้น จากนั้นตัวเครื่องก็จะเข้าสู่โหมดใดโหมดหนึ่งระหว่าง standby mode กับ sleep mode ขึ้นอยู่กับการปรับตั้งในเมนูเครื่อง ความแตกต่างก็คือ ที่โหมด standby วงจรภายในส่วนใหญ่จะถูกปิดลงเกือบทั้งหมดเพื่อประหยัดพลังงาน ไว้ใช้ในกรณีที่หยุดใช้งานนานๆ อย่างเช่น เช้าไปทำงานและคาดว่าค่ำๆ จะกลับมาฟัง แต่ถ้าต้องการหยุดชั่วคราวแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แล้วตั้งใจจะกลับมาฟังต่อแนะนำให้เลือกตั้งไว้ที่โหมด sleep ซึ่งตัวเครื่องจะปิดการทำงานเฉพาะวงจรดิจิตัล ส่วนวงจรอะนาลอกกับวงจร Femto clock จะถูกเปิดอุ่นเครื่องเตรียมพร้อมใช้งานตลอดเวลา ทั้งนี้เพื่อรักษาระดับคุณภาพเสียงให้อยู่ในระดับดีเยี่ยมเอาไว้เสมอ ในกรณี sleep mode ทางด้านซ้ายมือสุดของจอจะปรากฏตัวอักษร Auralic สว่างเรืองๆ อยู่เพื่อแสดงให้รู้สถานะ
จอที่ติดมาเป็นจอ OLED ที่ให้คอนทราสน์สูงมาก เรโซลูชั่นของจอเท่ากับ 512x64 พิกเซล แสดงผลออกมาเป็นตัวอักษร, สัญลักษณ์ และตัวเลขที่มีขนาดใหญ่และมีความคมชัด สีสันสดใส (ใช้โทนสีส้ม) มองเห็นได้ชัดเจนแม้ในระยะไกล 3-4 เมตร มีแถมรีโมทไร้สายมาให้ใช้สั่งงานระยะไกลด้วย ควบคุมได้ทุกฟังท์ชั่นรวมถึงปรับวอลลุ่ม
อินพุต + เอ๊าต์พุต
ช่องอะนาลอก เอ๊าต์ฯ ของ Vega มีให้มาทั้งแบบบาลานซ์ (XLR) และอันบาลานซ์ (RCA) ซึ่งสามารถใช้งานได้พร้อมกัน ทั้งสองช่องให้เกนขยายเท่ากันคือ 4Vrms ในขณะที่ช่อง XLR นั้นมีอิมพีแดนซ์ต่ำเพียงแค่ 4.7 โอห์มเท่านั้นจึงสามารถใช้ขับเพาเวอร์แอมป์ได้โดยตรง ส่วนความดังสามารถควบคุมผ่านทางวอลลุ่มของ Vega ได้ ซึ่งวอลลุ่มของ Vega เป็นดิจิตัล วอลลุ่มที่ใช้
ดิจิตัล โปรเซสเซอร์ที่มีเรโซลูชั่นถึง 32bit ในการแตกย่อยระดับวอลลุ่ม จึงไม่ทำให้บิตข้อมูลเสียหายไปกับการปรับความดัง และวอลลุ่มของ Vega บายพาสไม่ได้ซะด้วย ดังนั้น ถ้าคุณใช้งาน Vega ให้ทำหน้าที่เป็น ext.DAC ร่วมกับอินติเกรตแอมป์หรือปรีแอมป์ฯ อะนาลอก แนะนำให้ทำการปรับตั้งวอลลุ่มของ Vega ไปที่ระดับสูงสุด (100) แล้วใช้วอลลุ่มอะนาลอกที่แอมป์ฯ ในการควบคุมความดังจะให้ผลทางเสียงดีกว่า
ช่องดิจิตัล อินพุต AES/EBU, Coaxial และ Optical รองรับได้เฉพาะสัญญาณ PCM สูงสุดถึงระดับ 24bit/192kHz ส่วนไฮ-ไล้ท์อยู่ที่ช่อง USB ซึ่งเป็น USB 2.0 ที่เชื่อมต่อกับความพิวเตอร์ด้วยกรรมวิธี asynchronous ควบคุมปริมาณการส่งถ่ายข้อมูลเพลงระหว่างคอมพิวเตอร์กับตัว Vega ด้วยซอฟท์แวร์ ActiveUSB ที่ Auralic เขียนขึ้นมาเอง ช่วยลดปัญหาจิตเตอร์ สามารถรองรับไฟล์ข้อมูลเพลงได้ทั้งฟอร์แม็ต PCM (สูงสุดถึงระดับ 32bit/384kHz) และฟอร์แม็ต DSD ทั้ง DSD64 และ DSD128 ผ่านทางโปรโตคอล DoP V1.1 สำหรับคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ Windows ต้องลงไดเวอร์พิเศษ ส่วนคอมพิวเตอร์ Mac ที่ใช้ OSX 10.6.4 ขึ้นไปไม่ต้องลงไดเวอร์ใดๆ รวมถึงคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการณ์ Linux ที่รองรับ USB 2.0 ก็ไม่ต้องลงไดเวอร์ฯ
สายไฟเอซีเข้าเครื่องเป็นแบบ IEC สามขา ถอดเปลี่ยนได้ และจากการทดสอบพบว่า สายไฟเอซีคุณภาพสูงมีส่วนช่วยเพิ่มคุณภาพเสียงอย่างเห็นได้ชัด

คุณสมบัติพิเศษ+การปรับตั้ง
เมื่อคุณกดลงไปที่ปุ่มบนหน้าปัดหนึ่งครั้ง หัวข้อเมนูทั้งหมดจะปรากฏขึ้นมาบนจอแสดงผล ซึ่งมีอยู่ 6 หัวข้อ คือ
1: INPUT 2: BALANCE
3: PHASE 4: FILTER
5: SYSTEM 6: EXIT
หัวข้อแรก INPUT สำหรับเลือกอินพุต ซึ่งคุณสามารถเลือกได้จากรีโมท หัวข้อ BALANCE และ PHASE นั้นเป็นอ๊อปชั่น
ที่มีมาให้ปรับตั้งตามมาตรฐาน ส่วนที่พิเศษคือข้อ 4 ปรับเลือกประเภทของวงจรดิจิตัล ฟิลเตอร์ กับข้อ 5 ซึ่งในนั้นจะแบ่งย่อยหัวข้อเมนูให้ปรับตั้งอีกหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือให้เลือกใช้รูปแบบของสัญญาณ clock

•Megahertz Upsampling
(All PCM to 32bit/1.5MHZ)
VEGA ตัวนี้ใช้วิธีการ resampling สัญญาณดิจิตัลอินพุตที่เป็นฟอร์แม็ต PCM ทั้งหมด ตั้งแต่ 44.1KHz จนถึง 192KHz ขึ้นไปที่ระดับ 1.5MHz ไม่ว่าแซมปลิ้งเรตของไฟล์ที่คุณเล่นจะเป็นเท่าไร ข้อมูลดิจิตัลทั้งหมดของไฟล์เพลงนั้นจะถูกนำไป resampling ใหม่ให้ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1.5MHz ทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นการ Upsampling โดยไม่อิงกับฐาน clock ของแซมปลิ้งเดิม ลักษณะคล้ายกับที่ John Westlake ทำกับ Audiolab: M-DAC ส่วนทางด้านบิตข้อมูลก็จะถูกอัพฯ ขึ้นไปที่ระดับ 32bit อีกด้วย

•Femto Master Clock
ข้อมูลดิจิตัล ออดิโอมีองค์ประกอบพื้นฐานอยู่ 2 ประการที่มีผลต่อคุณภาพเสียงของมันมากที่สุด ถือเป็นแก่นสำคัญของสัญญาณดิจิตัลก็ว่าได้ สององค์ประกอบนั้นก็คือ ‘bit-depth’ กับ ‘sample rate’ ไม่ว่าดีไซเนอร์จะแตะตรงไหนของสองสิ่งนี้จะส่งผลกระทบกับคุณภาพเสียงมากมายมหาศาล เนื่องเพราะ bit-depth เป็นตัวสะท้อน ‘ไดนามิกเร้นจ์’ ของสัญญาณอะนาลอกหลังจากผ่าน DAC ออกมา ในขณะที่ sample rate จะเป็นตัวสะท้อนแบนด์วิธ หรือความถี่ตอบสนองของสัญญาณอะนาลอกที่ได้ออกมาหลังจากการทำงานของภาค DAC ภาค DAC ทำหน้าที่จับสัญญาณดิจิตัล ออดิโอมาผ่านกระบวนการ reconstruction สร้างเป็นสัญญาณอะนาลอกขึ้นมาใหม่ ซึ่งคุณภาพเสียงที่ได้ออกมานั้นขึ้นอยู่กับตัวแปรสองประการ ตัวแรกคือคุณภาพของสัญญาณดิจิตัล ออดิโอที่ทำขึ้นมาจากขั้นตอน A-to-D converter และตัวที่สองก็คือคุณภาพการทำงานของกระบวนการ D-to-A converter ในภาค DAC นั้น ซึ่ง clock คือส่วนประกอบสำคัญอย่างมากในกระบวนการ D-to-A converter และเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า ความแม่นยำของสัญญาณ clock ยิ่งสูงเท่าไร ยิ่งทำให้กระบวนการ reconstruction เกิดความผิดพลาดต่ำลง และส่งผลทำให้สัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตที่เป็นผลผลิตจากภาค DAC มีความถูกต้องตรงตามต้นฉบับของมาสเตอร์อะนาลอกก่อนที่จะถูก
แปลงเป็นดิจิตัลมากที่สุด ความไม่แม่นยำของสัญญาณ clock ที่ถูกใช้ในกระบวนการ reconstruction จะสร้างความผิดเพี้ยน (distortion) บางอย่างขึ้นมาเรียกว่า ‘jitter’ ซึ่งความผิดเพี้ยนนี้
Auralic VEGA Digital Audio Processor
• เมื่อกดปุ่มบนหน้าปัดลงไปหนึ่งครั้ง บนหน้าจอ OLED จะปรากฏหัวข้อเมนูทั้งหมดขึ้นมาให้เลือก

• ขณะเล่นไฟล์ PCM เมื่อเลือกไปที่หัวข้อที่ 4: FILTER บนจอจะเปลี่ยนไปแสดงลักษณะของ Digital Filter ทั้ง 4 โหมดออกมาให้เลือก (ในกรณีที่เล่นไฟล์ DSD จะมีแค่ 2 โหมดให้เลือก)

สามารถสร้าง ‘ตำหนิ’ เข้าไปฝังอยู่ในสัญญาณอะนาลอกที่ถูกผลิตออกมาด้วย ซึ่งในอดีตนั้น ปริมาณจิตเตอร์ที่ยอมรับได้ซึ่งถูกใช้เป็นมาตรฐานในการผลิตซีดี ทรานสปอร์ตในวงการไฮเอ็นด์ฯ จะอยู่ระหว่าง 15-30 พิโคเซ็กคัล หรือประมาณ 15 ถึง 30 หน่วยของล้านล้านวินาที ซึ่งถือว่าน้อยมากๆ แล้ว (มีซีดี ทรานสปอร์ตราคาตัวละหลายๆ แสนไม่กี่ตัวเท่านั้นที่สามารถทำได้ขนาดนี้)
เมื่อปี 2012 ที่ผ่านมา ผมอ่านรีวิว ext.DAC ของเกาหลีตัวหนึ่งชื่อยี่ห้อ Calyx รุ่น Femto DAC ($6,850) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินว่ามีการออกแบบ ext.DAC ที่ใช้ master clock ในภาค DAC ที่ต่ำถึงระดับ femtosecond (หนึ่งหน่วยในพันล้านล้านหน่วย) ซึ่งเป็นหน่วยวัดความผิดพลาดเชิงเวลาที่น้อยๆ มากๆ น้อยกว่า picosecond ลงไปถึงพันเท่า.! ความแม่นยำของ clock ที่ใช้ในตัว ext.DAC ของ Calyx ตัวนั้นอยู่ที่ระดับ 500 femtosecond (0.500 picosecond) ซึ่งถือว่าน้อยมากๆ แล้ว แต่ต่อมาก็มีผู้ผลิต ext.DAC อีกยี่ห้อ เป็นของอเมริกาชื่อว่า MSB Technology ปล่อยผลิตภัณฑ์ออกมาตัวหนึ่งชื่อรุ่น Platinum DAC IV Plus ($8,995) ใช้ Femto clock เหมือนกัน แต่ของ MSB Technology ตัวนี้ทำได้ต่ำกว่าอยู่แค่ 140 femtosecond (0.140 picosecond) เท่านั้นเอง เอาชนะ Femto DAC ของ Calyx ไปได้สบายๆ
เอกสารในเว็บไซต์ของ Auralic: Vega กล่าวอ้างไว้ตอนหนึ่งว่า “.. Femto Master Clock provides an ultimate clock precision with jitter only 82 femtoseconds (0.082 picosecond).” สรุปสั้นๆ คือ ext.DAC รุ่น Vega ของ Auralic จากประเทศฮ่องกงตัวนี้ก็ใช้ Femto clock และสามารถทำได้ต่ำเพียงแค่ 82 femtosecond เท่านั้นเอง.! ถือว่า Vega ตัวนี้ทำได้ต่ำสุดในจำนวน ext.DAC ที่ใช้ Femto clock ในขณะนี้
อะไรคือข้อดี.? สำหรับจิตเตอร์ที่ต่ำเรี่ยดินขนาดนี้ ทาง Auralic อธิบายไว้ในเอกสารถึงข้อดีที่ได้จากการใช้ Femto clock ของเขาว่า มันทำให้พวกเขาสามารถปรับลดสัญญาณรบกวนที่เกิดจากเฟส (phase noise) ลงไปได้ต่ำถึง -168dBc/Hz ซึ่งพวกเขาอ้างว่าสิ่งนี้ส่งผลต่อคุณภาพเสียงที่ทำให้ดีขึ้นอย่างมาก ในเมนูหัวข้อ SYSTEM>4. CLOCK ในนั้นจะมีรูปแบบของสัญญาณ clock ให้เลือกใช้ทั้งหมด 4 รูปแบบ ได้แก่
1. AUTO (default) 3. FINE
2. COARSE 4. EXACT
แบบแรก ‘Auto’ นั้นเป็นค่า clock ที่ออกแบบมาให้สามารถล็อคสัญญาณอินพุตได้ทุกรูปแบบ ให้คุณภาพเสียงอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย มั่นใจได้ว่าซิ้งค์ไม่หลุดแน่ โดยยอมหย่อนในแง่คุณภาพเสียงลงมาบ้างนิดหน่อย ส่วนแบบที่สอง ‘coarse’ นั้นเป็นค่า clock ที่ออกแบบมาใช้ล็อคสัญญาณดิจิตัลจากทุกแหล่งอินพุตโดยเฉพาะอินพุตที่มีปัญหาจิตเตอร์เยอะ (S/PDIF) สัญญาณ clock ค่านี้จะไม่ส่งผลกับสัญญาณดิจิตัลอินพุตที่เข้ามาทางช่อง USB แบบที่ 3 คือ ‘FINE’ กับแบบที่ 4 คือ ‘EXACT’ นี้ถือเป็นไฮไล้ท์ของ Vega โดยแท้ เพราะมันเป็นค่า clock ที่ถูกออกแบบมาด้วยการคำนวณบัฟเฟอร์ให้มีค่า Latency ต่ำๆ โดยคำนึงถึงคุณภาพเสียงสูงสุด แต่ในขณะเดียวกัน อัตรา clock ทั้งค่า FINE และ EXACT อาจจะทำให้เกิดปัญหา drop off คือมีเสียงดังติ๊กๆ เบาๆ ปนออกมากับเสียงเพลง หรือบางครั้งก็มีเสียงซ่าเป็นช่วงสั้นๆ เกิดขึ้นได้เมื่อใช้ค่านี้กับช่องอินพุต USB ในกรณีที่คอมพิวเตอร์มีสเปคฯ ไม่สูงพอ หรือมีการใช้คอมพิวเตอร์ทำงานอื่นไปด้วยขณะเล่นไฟล์เพลง หรือในบางกรณีอาจจะเกิดจากคุณภาพของสาย USB ที่ไม่ได้มาตรฐาน USB 2.0 High Speed ก็เป็นได้ (ในคู่มือของ Vega เองถึงกับบอกว่า แม้แต่คอมพิวเตอร์ที่ลงโปรแกรมอื่นเอาไว้หลายโปรแกรมก็อาจจะทำให้เกิดปัญหา drop off ได้ด้วย แม้จะไม่ได้เปิดใช้ก็ตาม!) ผมทดลองใช้ MacBook Air ที่มี RAM 4GB เล่นไฟล์ PCM ตั้งแต่ 44.1kHz ถึง 192kHz ด้วยโปรแกรมเพลเยอร์ Audirvana Plus v.1.4.6 แล้วเลือก clock ที่ระดับ FINE กับ EXACT ดูก็พบว่ามีปัญหา drop off เกิดขึ้นบ้างเล็กน้อย และเมื่อลองเล่นไฟล์ DSD ทั้งฟอร์แม็ต DSD64 และ DSD128 ก็เกิดปัญหา drop off เป็นช่วงๆ ถี่ขึ้น แถมมีเสียงซ่าเหมือนคลื่นซัดชายหาดดังออกมาจากลำโพงเป็นช่วงๆ ด้วย แสดงว่า คอมพิวเตอร์ไม่แรงพอ แต่ถ้าไม่นับปัญหา drop off กับเสียงซ่าที่ว่า เมื่อเลือกค่า clock ไล่จากตำแหน่ง AUTO>COARSE>FINE>EXACT เสียงที่ออกมาจะมีลักษณะที่โปร่งขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ ให้โฟกัสที่คมชัดมากขึ้น ตัวเสียงจะปรากฏเป็นตัวลอยออกมาในอากาศ พื้นเสียงจะใสสะอาดมากขึ้น บรรยากาศเปิดโล่งมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ถ้าคอมพิวเตอร์ไม่แรงพอสัญญาณ clock ที่ระดับ FINE และ EXACT อาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงคือทำให้เนื้อเสียงบางลงได้เหมือนกัน สรุปแล้ว อัตรา clock ทั้ง 4 ค่าที่ Vega ให้มานั้นต้องลองฟังดูว่า แบบไหนแม็ทชิ่งกับซิสเต็มของคุณมากที่สุดโดยดูจากลักษณะเสียงที่ได้ออกมา 2 ประการเฉลี่ยกัน นั่นคือระหว่าง ‘ความคมชัดของตัวเสียง’ กับ ‘ความอิ่มหนาของมวลเนื้อ’ ยกตัวอย่างเมื่อผมใช้ MacBook Air/RAM 4GB ผมพบว่าเมื่อเลือก clock ที่ระดับ COARSE จะให้ค่าเฉลี่ยของเสียงออกมาลงตัวที่สุด (น่าแปลกที่คู่มือของ Vega บอกว่า clock ที่ตำแหน่ง COARSE ไม่ส่งผลกับอินพุต USB แต่จากการทดลองฟังเปรียบเทียบผมกลับได้ยินว่า สัญญาณ clock ที่ตำแหน่ง COARSE ให้เสียงที่ใสกว่า ให้โฟกัสและรายละเอียดดีกว่าที่ตำแหน่ง AUTO เล็กน้อยแต่รู้สึกได้) แต่เมื่อเปลี่ยนไปลองเล่นกับคอมพิวเตอร์ Mac mini ที่ผมอัพ RAM 8GB ตอนเล่นไฟล์ DSD ก็ยังพบปัญหา drop off และมีเสียงซ่าอยู่บ้าง แต่น้อยกว่าตอนใช้ MacBook Air ซึ่งถ้าไม่นับปัญหา drop off แล้วกับ Mac mini/RAM 8GB เลือก clock ที่ FINE จะได้เสียงดีที่สุด
สรุปแล้ว สัญญาณ clock ที่ระดับ AUTO กับ COARSE เป็น clock ที่ใช้งานได้กับคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ทั่วไป ซึ่งให้คุณภาพเสียงที่ดีมากแล้ว ส่วนที่ระดับ FINE กับ EXACT นั้นถือว่าเป็นอ๊อปชั่นพิเศษซึ่งต้องการฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ที่มีสเปคฯ แรงจริงๆ เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ก้าวล้ำขึ้นไปอีกขั้น (ถ้าทันผมจะอัพเกรด RAM บน Mac mini ขึ้นไปเป็น 16GB แล้วกลับมาลองเล่นกับ Vega ดูอีกที..)

• digital filter
เนื่องจาก Auralic ใช้โปรเซสเซอร์ชิปที่ชื่อว่า Sanctuary audio processor เป็นหัวใจควบคุมทั้งระบบ ซึ่งชิปตัวนี้มีประสิทธิภาพในการประมวลผลสูงมากถึงระดับ 1000MIPS (millions of instructions per second) จริงๆ แล้วมันเป็นชิปที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับการประมวลผลของระบบเสียงมัลติแชนเนล ไฮ-เรโซลูชั่น เมื่อนำมาใช้กับสัญญาณสเตริโอ 2 แชนเนลจึงทำให้เหลือประสิทธิภาพในการทำงานอีกเยอะ ทีมออกแบบจึงนำประสิทธิภาพที่เหลือเฟือของชิปตัวนี้มาใช้ในการรับมือกับสัญญาณเสียงที่มีเรโซลูชั่นสูงมากๆ อย่างฟอร์แม็ต DSD64 และ DSD128 ด้วยรูปแบบการส่งผ่านสัญญาณด้วยโปรโตคอล DoP V.1.1 และรองรับการส่งผ่านสัญญาณ PCM ที่เป็นฟอร์แม็ต DXD ด้วย (ทั้ง 352.8KS/s และ 384KS/s) กระนั้นแล้ว ชิปตัวนี้ยังเหลือพลังอีกเยอะ พวกเขาจึงออกแบบวงจร digital filter อัดลงไปอีก 6 รูปแบบหรือ 6 MODE ด้วยกัน
เนื่องจากวงจร digital filter แต่ละตัวถูกออกแบบมาภายใต้แนวคิดที่ยึดเอาฟอร์แม็ตของสัญญาณอินพุตและความเหมาะสมกับแนวดนตรีเป็นที่ตั้ง วงจรดิจิตัล ฟิลเตอร์ทั้ง 6 ตัวจึงถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจำนวน 4 ตัว (MODE 1 ถึง MODE 4) ถูกออกแบบมาให้ใช้กับสัญญาณ PCM ตั้งแต่ 44.1kHz ถึง 384KHz ส่วนอีก 2 ตัวถูกออกแบบมาให้ใช้กับฟอร์แม็ต DSD ทั้ง DSD64 และ DSD128 ซึ่งวงจรดิจิตัล ฟิลเตอร์ทั้งสองกลุ่มนี้จะสลับกันโผล่ขึ้นมาในเมนูให้คุณเลือกโดยอัตโนมัติขึ้นอยู่กับว่าคุณกำลังเล่นไฟล์ประเภทไหน ถ้าเล่นไฟล์ PCM จะมีขึ้นมาให้เลือกแค่ MODE 1 - 4 (MODE 4 เป็นค่าที่ตั้งมาจากโรงงาน ผมชอบค่านี้และใช้ในการทดสอบ) แต่ถ้าเล่นไฟล์ DSD จะขึ้นมาให้เลือกแค่ MODE 5 กับ MODE 6 เท่านั้น ชอบโหมดไหนสามารถกดเลือกฟังได้เลย (ผมชอบ MODE 6)
Digital Filter
• digital filter
เนื่องจาก Auralic ใช้โปรเซสเซอร์ชิปที่ชื่อว่า Sanctuary audio processor เป็นหัวใจควบคุมทั้งระบบ ซึ่งชิปตัวนี้มีประสิทธิภาพในการประมวลผลสูงมากถึงระดับ 1000MIPS (millions of instructions per second) จริงๆ แล้วมันเป็นชิปที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับการประมวลผลของระบบเสียงมัลติแชนเนล ไฮ-เรโซลูชั่น เมื่อนำมาใช้กับสัญญาณสเตริโอ 2 แชนเนลจึงทำให้เหลือประสิทธิภาพในการทำงานอีกเยอะ ทีมออกแบบจึงนำประสิทธิภาพที่เหลือเฟือของชิปตัวนี้มาใช้ในการรับมือกับสัญญาณเสียงที่มีเรโซลูชั่นสูงมากๆ อย่างฟอร์แม็ต DSD64 และ DSD128 ด้วยรูปแบบการส่งผ่านสัญญาณด้วยโปรโตคอล DoP V.1.1 และรองรับการส่งผ่านสัญญาณ PCM ที่เป็นฟอร์แม็ต DXD ด้วย (ทั้ง 352.8KS/s และ 384KS/s) กระนั้นแล้ว ชิปตัวนี้ยังเหลือพลังอีกเยอะ พวกเขาจึงออกแบบวงจร digital filter อัดลงไปอีก 6 รูปแบบหรือ 6 MODE ด้วยกัน
เนื่องจากวงจร digital filter แต่ละตัวถูกออกแบบมาภายใต้แนวคิดที่ยึดเอาฟอร์แม็ตของสัญญาณอินพุตและความเหมาะสมกับแนวดนตรีเป็นที่ตั้ง วงจรดิจิตัล ฟิลเตอร์ทั้ง 6 ตัวจึงถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจำนวน 4 ตัว (MODE 1 ถึง MODE 4) ถูกออกแบบมาให้ใช้กับสัญญาณ PCM ตั้งแต่ 44.1kHz ถึง 384KHz ส่วนอีก 2 ตัวถูกออกแบบมาให้ใช้กับฟอร์แม็ต DSD ทั้ง DSD64 และ DSD128 ซึ่งวงจรดิจิตัล ฟิลเตอร์ทั้งสองกลุ่มนี้จะสลับกันโผล่ขึ้นมาในเมนูให้คุณเลือกโดยอัตโนมัติขึ้นอยู่กับว่าคุณกำลังเล่นไฟล์ประเภทไหน ถ้าเล่นไฟล์ PCM จะมีขึ้นมาให้เลือกแค่ MODE 1 - 4 (MODE 4 เป็นค่าที่ตั้งมาจากโรงงาน ผมชอบค่านี้และใช้ในการทดสอบ) แต่ถ้าเล่นไฟล์ DSD จะขึ้นมาให้เลือกแค่ MODE 5 กับ MODE 6 เท่านั้น ชอบโหมดไหนสามารถกดเลือกฟังได้เลย (ผมชอบ MODE 6)
เสียง
• ลองเล่นไฟล์ DSD128 ผ่านทางเพลเยอร์ Audirvana Plus บน MacBook Air ถ้าเลือกสัญญาณ clock ไว้ที่ตำแหน่ง AUTO หรือ COARSE การเล่นจะผ่านฉลุยมาก..

• ลองเล่นไฟล์ DSD128 กับ Vega แล้วลองใช้วอลลุ่มในตัว Vega ปรับระดับความดังป้อนเข้าเพาเวอร์แอมป์โดยตรง ภาคปรีฯ ของ Vega ดีพอสมควร แต่ถ้าใช้งานร่วมกับอินติเกรตแอมป์ หรือปรีแอมป์ ปรับวอลลุ่มให้สุด (เกน = 100) แล้วใช้วิธีเพิ่ม/ลดความดังของเสียงผ่านวอลลุ่มของแอมป์ฯ ยังให้เสียงที่ดีกว่า

เสียง...
PCM 44.1/48/88.2/96 & 192kHZ
เนื่องจากมาตรฐานของฟอร์แม็ตไฟล์เพลงสำหรับการเล่นเพลงในยุคสมัยนี้มันถูกเปิดกว้างออกไปโดยไม่ได้ยึดติดกับแนวทาง single format เหมือนในยุคซีดี สามารถปรับเปลี่ยนไปได้อย่างอิสระ แต่เนื่องจากการพัฒนาขยับเปลี่ยนฟอร์แม็ตไปในแต่ละครั้งก็ต้องอาศัยช่วงเวลา อาศัยจากข้อเท็จจริงนี้และเพื่อไม่ทำให้ผู้อ่านสับสนในการเลือกใช้ ผมตัดสินใจแยกผลการทดสอบใช้งาน ext.DAC ตัวนี้ออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการทดลองฟังกับไฟล์
ฟอร์แม็ตที่กำลังแพร่หลาย* อยู่ในขณะเวลานี้ คือไฟล์ PCM ที่มีแซม
ปลิ้งเรตตั้งแต่ 44.1 ขึ้นไปจนถึงระดับ 192kHz ส่วนที่สองเป็นการทดลองฟังกับไฟล์ฟอร์แม็ตที่ถูกหมายมั่นให้เป็นฟอร์แม็ตที่จะเข้ามาแพร่หลายต่อไปในอนาคต นั่นคือฟอร์แม็ต DSD กับฟอร์แม็ต DXD
ก่อนลองฟังขอทวนความจำกันอีกนิด มี 3 ข้อที่ต้องคำนึงถึงทุกครั้งที่เล่น ext.DAC ตัวนี้ ข้อแรกคือทุกอินพุตของสัญญาณ PCM จะถูกอัพ
แซมปลิ้งขึ้นไปที่ระดับ 1.5MHz และวงจรรีซีฟเวอร์ข้างในจะทำ interpolate บิตข้อมูลขึ้นไปที่ระดับ 32bit เสมอ (16/24 > 32) เลือกเป็นอื่นไม่ได้ ข้อสองคือ Femto clock ซึ่งหลังจากกดสวิทช์เปิดเครื่องแล้ว ควรจะปล่อยให้มันรันอินไปอีกสักหนึ่งชั่วโมงเพื่อให้อุณหภูมิของเตาสร้างสัญญาณ clock ได้ระดับและไม่วูบวาบซะก่อน หลังจากนั้นเสียงจึงจะคงที่ ส่วนข้อสามคือ digital filter ถ้าฟังไฟล์ PCM คุณต้องเลือกรูปแบบของวงจรดิจิตัล ฟิลเตอร์ด้วย ถ้าไม่เลือก วงจรดิจิตัล ฟิลเตอร์ที่ตั้งมาจากโรงงานจะเป็นแบบ MODE 4 ซึ่งผมลองฟังดูแล้วก็ถือว่าเป็นโหมดที่เสียงดีที่สุดในทั้งหมด 4 โหมดที่มีมาให้เลือก..
หลังจากวนเวียนทดลองฟังกับไฟล์เพลง PCM ที่มีเรโซลูชั่นต่างๆ กันอยู่หลายวัน ผมก็พอจะจับแนวทางและคุณสมบัติของ ext.DAC ตัวนี้ออกมาได้ อย่างแรกที่โดดเด่นชัดเจนที่สุดก็คือ ‘ความเป็นมอนิเตอร์’ ของมัน คือมันจะฟ้องให้เห็นถึงลักษณะเสียงของแต่ละอัลบั้มออกมาให้คุณได้ยินชัดมาก ชนิดที่เรียกว่า ‘ปลอกเปลือก’ ออกมาจนแทบจะล่อนจ้อนกันเลย.! ไม่ต้องพูดถึงการเทียบกันระหว่างแซมปลิ้งเรตที่ต่างกัน เอาที่แซมปลิ้งเรตเท่าๆ กันนี่แหละ แต่ถ้าเป็นงานคนละอัลบั้ม ext.DAC ตัวนี้จะฟ้องออกมาให้เห็นชัดเจนมากว่าอัลบั้มเหล่านั้นมีความแตกต่างกันแค่ไหน? ทั้งในแง่คุณภาพเสียงและคุณภาพของโปรดักชั่นไม่ว่าจะเป็นการมิกซ์และการบันทึกเบสิคแทรค กับอัลบั้มเพลงตลาดๆ แบบมัลติแทรคที่ไม่ได้บันทึกสดพร้อมกัน มันสามารถฟ้องให้คุณเห็นเลยว่างานมิกซ์เสียงอัลบั้มชุดนั้นมีจุดตำหนิตรงไหนบ้าง.? มันทำให้คุณรับรู้ได้ทันทีว่าเสียงดนตรีและเสียงร้องในอัลบั้มเพลงจากค่ายคอมเมอร์เชี่ยลส่วนมากบันทึกมาจากคนละบรรยากาศแล้วนำมามิกซ์รวมกัน นั่นคือความหมายของคำว่า ‘มอนิเตอร์’ ที่มันเป็น แต่ไม่ใช่ความผิดของมัน เพราะมันไม่ได้เข้าไปทำให้เกิดตำหนิเหล่านั้น หากแต่ว่า แม้จะมองเห็นตำหนิบางจุดที่ซ่อนอยู่ในเพลงที่กำลังฟัง แต่เนื่องจากภาค DAC ในตัว Vega ทำการอัพแซมปลิ้งสัญญาณต้นทางขึ้นไปสูงลิบถึง 1.5MHz หลังผ่านกระบวนการ DAC ออกมาแล้ว สัญญาณอะนาลอกที่ผ่านพ้นจากภาคอะนาลอก เอ๊าต์พุตของมันจึงมีแบนด์วิธที่กว้างทะลุโลก คือจาก 0Hz ไปจนถึง 750,000Hz โน่นเลย..! แม้จะเลือกใช้ภาค digital filter ขึ้นมากรองออกไปบางส่วนแล้ว สัญญาณอะนาลอกที่ได้จาก ext.DAC ตัวนี้ก็ยังคงกว้างทะลุโลกอยู่ดี ส่งผลให้เสียงที่ผ่านเลยไปถึงลำโพงมีความโปร่งใสและเปิดเผยกันแบบไม่มีอึมครึม ถ้าฟังอัลบั้มไหนแล้วได้ยินว่าเสียงแหลมไปไม่สุด ความรู้สึกของบรรยากาศมัวซัว ไม่เปิดโปร่ง ให้รู้ไว้เถิดว่า นั่นคือสิ่งที่มากับอัลบั้มนั้น มันติดตัวมาจากสตูดิโอ เป็นลายนิ้วมือที่ Vega ไม่ได้สร้างขึ้นมา แต่ Vega เปิดเผยมันออกมา.. ทุกครั้งที่ผมฟังอัลบั้มเพลงทั่วไปแล้วพบว่าบรรยากาศมันไม่เปิดกระจ่าง ผมจะลองเปลี่ยนไปฟังอัลบั้มที่ผลิตโดยค่ายแผ่นออดิโอไฟล์อย่างพวก Clarity Recordings, Sheffield Labs, DMP, Chesky Records หรือ Reference Recordings ซึ่งอาการมืดๆ ครึ้มๆ ของบรรยากาศจะหายไปทันที กลายเป็นความเปิดเผยแบบทะลุใส เปิดโล่ง และผ่อนคลายออกมาแทนที่
แต่มีผลข้างเคียงอยู่สิ่งหนึ่งที่กระบวนการ upsampling ทิ้งไว้กับไฟล์เพลง นั่นคือ ทำให้ตัวเสียงมีความสันทัดมากขึ้น ย่านเสียงกลางต่ำลงไปถึงทุ้มถูกจัดระเบียบ เลาะเล็มส่วนเกินทิ้งไป ตัวเสียงจึงมีความกะทัดรัดมากขึ้น ซึ่งนั่นหากฟังกับไฟล์ 16/44.1 ที่บันทึกมาไม่อิ่มหนาพอ เสียงที่ได้ออกมาจะมีลักษณะบางเบาลงไประดับหนึ่ง ในอัลบั้มเดียวกันแต่คนละเรโซลูชั่น อย่างเช่นอัลบั้มชุด Tea For The Tiller Man ของ Cat Stevens เวอร์ชั่น HDtracks FLAC 24/192 จะฟังดีมากเมื่อเทียบกับเวอร์ชั่น WAV 16/44.1 ที่ผมริปมาจากแผ่นซีดี ext.DAC ตัวนี้แจกแจงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนว่าแต่ละแทรคในอัลบั้มชุดนี้ผ่านโปรดักชั่นที่มีคุณภาพแตกต่างกันมาก อย่างแทรคแรก Where Do The Children Play ขึ้นมาเสียงจะออกโทนทึบๆ ขุ่นๆ อั้นๆ แต่พอผ่านมาแทรคที่สอง Hard Headed Woman บรรยากาศจะเปลี่ยนไปทันที เหมือนฟ้าเปิด ความโปร่งใสเข้ามาแทนที่ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ไปปรับใดๆ เลย เหมือนดูหนังคนละม้วน พอมาถึงแทรคที่ 3 บรรยากาศก็จะกลับไปมืดครึ้ม อั้นๆ ตื้อๆ คล้ายๆ แทรคแรกอีกครั้ง ซึ่งตอนที่ฟังผ่านเครื่องเล่นซีดีหรือกับ ext.DAC บางตัวจะไม่ได้ยินอะไรที่ชัดเจนขนาดนี้ และเมื่อถอยหลังออกมาจากคำว่า ‘ลักษณะเสียง’ กับ ‘คุณภาพเสียง’ หันมาพิจารณาในแง่ ‘ความเป็นดนตรี’ ที่เกิดจากการประมวลผลของ ext.DAC ตัวนี้ผมพบว่า รายละเอียดที่มันเปิดเผยออกมาทั้งหมดทำให้ผมรู้สึกได้ว่า ศิลปินที่กำลังเล่นเพลงเหล่านั้นเขากำลัง ‘ส่งสาร’ มาถึงผม ทุกโน๊ตที่เขาบรรเลงมันออกมาคือสาระของอารมณ์ดนตรีที่เจาะจงและตั้งใจให้ผมฟังโดยตรง ผมเพิ่งตะหนักได้ว่า เสียงร้องของ Cat Stevens ในเพลง Sad Lisa แทรคที่ 4 ในอัลบั้มเดียวกันนี้แอบซ่อนความโศกเศร้าที่ชวนขนลุก.! เขากำลังเล่าเรื่องของใครกันแน่.?? ลิซ่าในเพลงนี้คือวิญญาณที่ติดพันอยู่ในภพนี้หรือเปล่า.? ผมเคยพยายามค้นหาความหมายของเพลงนี้มาก่อนเมื่อนานมาแล้ว แต่ก็ไม่เคยสรุปได้ชัดเจน แต่เสียงของ Cat Stevens เมื่อเล่นผ่าน ext.DAC ตัวนี้มันเริ่มเปิดเผยนัยบางอย่างออกมาให้ผมได้คิด และยิ่งมาได้ยินเสียงไวโอลินโซโล่ตรงท่อนกลางเข้าไปอีก หรือเขาตั้งใจที่จะใช้เสียงไวโอลินแทนเสียงโอดครวญของลิซ่าที่น่าสงสาร..??
ประสิทธิภาพที่สูงส่งของ Vega ตัวนี้พิสูจน์ให้เห็นผ่านการจัดการกับสัญญาณพีคของอิมแพ็คที่รุนแรงหลายๆ เสียงของเครื่องดนตรีหลายชิ้นที่มิกซ์รวมกันมาในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งผมมีอัลบั้มชุด Elegant Gypsy ของ Al Di Meola (Columbia Records) ไฟล์ WAV 16/44.1 เป็นตัวพิสูจน์ในจุดนี้ ถ้า ext.DAC ตัวไหนออกแบบ clock ไม่เจ๋งพอจะแยกแยะหัวเสียงที่ฉับไวของเสียงดนตรีนานาชนิดที่กระหน่ำพร้อมๆ กันออกมาได้ไม่ชัดเด็ดขาด ซึ่ง Vega ตัวนี้สามารถแกะอิมแพ็คของทุกเสียงไม่ว่าจะเป็นกีต้าร์-เบส-กลอง-คีบอร์ด และเพอร์คัสชั่นในอัลบั้มชุดนี้ออกมาได้อย่างหมดเปลือก ไม่เหลือความคลุมเครือใดๆ ไว้เลย แถมถ่ายทอดอัตราสวิงของไดนามิกออกมาได้อย่างเต็มที่อีกด้วย ผลคือเสียงไม่อั้น ฟังแล้วได้อารมณ์ร่วมอย่างมาก เพลง Midnight Tango แทรคที่ 2 ดีกว่าที่ผมเคยฟังซีดีแผ่นนี้กับเครื่องเล่นซีดีราคาเกือบแสนมากมาย ตอนฟังอัลบั้มชุดนี้กับเครื่องเล่นซีดีเสียงมันออกมาอั้นๆ ตื้อๆ กว่านี้เยอะ! ช่วงท้ายตอนโซโล่กลองเยี่ยมมาก.. เสียงดวลกีต้าร์สองตัวในแทรคที่ 3 เพลง Mediteranean Sundance ก็ยอดเยี่ยมสุดๆ ext.DAC ตัวนี้แยกแยะรายละเอียดของเสียงกีต้าร์ทั้งสองตัวออกมาได้เด็ดขาดมาก สปีดยอดเยี่ยมสุดๆ..!!
เสียง
เมื่อนำ Vega ไปใช้งานในซิสเต็มใหญ่ๆ จะพบว่า ไฟล์ที่มีเรโซลูชั่นต่ำกว่าอย่าง 16/44.1 ถ้าไม่ดีจริงเสียงจะออกบางกว่าไฟล์ไฮเรซฯ ประเภท 24/96 กับ 24/192 อย่างเห็นได้ชัด ในระดับวอลลุ่มเดียวกัน เมื่อเล่นไฟล์ไฮเรซฯ จะได้เสียงที่แผ่เต็มห้องมากกว่า เนื้อมวลอิ่มเข้มกว่า ตัวเสียงมีมิติ มีบอดี้ ขึ้นรูปเป็นสามมิติ แสดงว่า ภาค
อะนาลอก เอ๊าต์พุตของ Vega ได้ผ่านการปรับจูนมาในระดับหนึ่งแล้วเพื่อให้สามารถแสดงความโดดเด่นของไฟล์ระดับไฮเรซฯ ออกมาได้อย่างที่ไฟล์เหล่านั้นควรจะให้ได้ ซึ่งในตลาดปัจจุบันมี ext.DAC อยู่หลายตัวที่มีความสามารถแค่ ‘เล่น’ ไฟล์ไฮเรซฯ ได้ แต่ไม่สามารถแสดงศักยภาพของความเป็นไฮเรซฯ ออกมาได้อย่างที่ไฟล์เหล่านั้นควรจะเป็น ถ้าคุณได้ลองเล่นไฟล์ไฮเรซฯ แล้วพบว่า เสียงของไฟล์ 16/44.1 น่าฟังกว่า นั่นไม่ใช่ความผิดของไฟล์ไฮเรซฯ แต่แสดงให้เห็นว่า ext.DAC ตัวนั้นสเปคฯ ไม่แรงพอสำหรับไฟล์ไฮเรซฯ ต่างหาก ในประเด็นนี้ Auralic: Vega สอบผ่านฉลุยครับ.. มันคือ ext.DAC ที่พร้อมแล้วสำหรับไฟล์ไฮเรซฯ ทุกระดับ
ด้วยประสิทธิภาพที่สูงยิ่งของชิปโปรเซสเซอร์ Santuary ที่ใช้ใน Vega ตัวนี้ ทำให้ bit depth ที่ระดับ 32bit ของสัญญาณเสียงที่อัพฯ ขึ้นไปถูกแปลงออกมาเป็นไดนามิก คอนทราสน์ที่แผ่กว้างและต่อเนื่องครบทั้ง 144dB และทำให้แซมปลิ้งเรตของสัญญาณที่ระดับ 192kHz ถูกแจกแจงออกมาเป็นแบนด์วิธของความถี่อะนาลอกครบทั้ง 96,000Hz หลังจากถูกอัพฯ ขึ้นไปที่ 1.5MHz ผลลัพธ์คือเสียงที่เปิดโล่ง เป็นอิสระโดยไม่มีอาการ compress แม้แต่น้อย.. เป็นประสบการณ์ High Resolution เต็มสูบแบบที่ไม่ค่อยจะได้ยินจาก ext.DAC ระดับกลางและระดับล่างๆ ทั่วไป
ไฟล์เพลง FLAC 24/96 อีกอัลบั้มที่ Vega ตัวนี้ทำให้งานดนตรีชุดนี้เปล่งประกายความงดงามออกมาได้อย่างเต็มที่ เป็นงานเพลงแจ๊สของ Barb Jungr ชื่ออัลบั้ม Love Me Tender (สังกัด Linn Records) ซึ่งเป็นงานเพลงที่โชว์บรรยากาศเสมือนจริง เสียงคีย์บอร์ด (เปียโน) แผ่ฮาร์มอนิกออกไปได้รอบตัวและทอดผ่อนหางเสียงออกไปได้กว้างและไกล กอปรเป็นสนามเสียงในจินตนาการที่เวิ้งว้างน่าพิศวง เสียงร้อง
ของบาร์บลอยเด่น มีบอดี้ มีวิญญาณ ถ่ายทอดรายละเอียดของการออกอักขระเสียงที่ฟังแล้วรู้สึกได้ว่าเป็นเสียงร้องที่ออกมาจากปากของมนุษย์ที่มีลมหายใจจริงๆ ข้ามมาถึงแทรคที่ 7 ไฮไล้ท์ของผม เพลง In The Ghetto คัฟเวอร์งานของเอลวิส แทรคนี้ Vega โชว์รายละเอียดของเครื่องดนตรีหลากชนิดออกมาได้ตรงตามธรรมชาติ และให้อิมแพ็คของหัวเสียงแต่ละโน๊ตที่คม กระชับ หนักแน่นแต่นุ่มละมุนหู ไม่มีอาการ over shoot เหมือน ext.DAC บางตัวที่ใช้ชิป 24bit/192kHz เป็นตัวถอดรหัส
* หมายถึงหาซื้อมาฟังได้

เสียง...
DSD64/128 & DXD 352.8/384kHZ
ก่อนจะเปลี่ยนจากเล่นไฟล์ PCM มาเล่นไฟล์ DSD ต้องขอทบทวนขั้นตอนอีกนิด โดยการออกแบบของตัว Vega เมื่อเล่นไฟล์ DSD ไม่ว่าจะเป็น DSD64 หรือ DSD128 วงจรรีซีฟเวอร์ของช่อง USB จะไม่ยุ่งอะไรกับแซมปลิ้งเรตของสัญญาณ DSD ที่ป้อนเข้ามา (no oversampling) ที่คุณต้องทำก็คือเลือกใช้วงจร digital filter แบบใดแบบหนึ่งในสองแบบที่ให้มาระหว่าง MODE 5 กับ MODE 6
ผมเริ่มต้นทดลองฟังไฟล์ DSD64 ด้วยอัลบั้ม Tea For The Tiller Man ของ Cat Stevens (ริปมาจากแผ่น SACD) เป็นอันดับแรก โดยเทียบกับเวอร์ชั่น FLAC 24/192 ของ HDtracks หลังจากฟังแล้ว เจ้า Vega ตัวนี้มันบอกให้ผมรู้ว่า Tea For The Tiller Man เวอร์ชั่น DSD64 เสียงดีกว่าเวอร์ชั่น FLAC 24/192 ของ HDtracks หลายกระบุงโกย.! กับไฟล์ DSD ของเพลงนี้ เจ้า Vega มันแจกแจงออกมาให้ผมพบว่า ความต่อเนื่อง หรือคอนทราสน์ ไดนามิกของทุกสรรพเสียงในอัลบั้มชุดนี้มันออกมาคล้ายกับที่ได้ยินจากแผ่นเสียงมากกว่าไฟล์ FLAC 24/192 มาก และตัวเสียงทุกตัวไม่มีลักษณะบวมและเปล่งประกายเรืองรอบตัวเหมือนถูกปรับ bold ขึ้นมา ตัวเสียงของเวอร์ชั่น DSD มีรายละเอียดของ ‘ผิว’ ปรากฏออกมาให้สัมผัสได้ เหล็ก-ไม้-โลหะ-หนังฟังแล้วรู้สึกไปตามนั้นมากกว่า เรียกว่าไม่ต้องเคยได้ยินมาสเตอร์ของอัลบั้มชุดนี้มาก่อนก็พอจะบอกได้ว่า ลักษณะเสียงที่เวอร์ชั่น DSD ให้ออกมาน่าจะตรงกับมาสเตอร์มากกว่าเวอร์ชั่น FLAC 24/192 ของ HDtracks อย่างแน่นอน.!
เร็วๆ นี้ผมเพิ่งโหลดซื้อไฟล์ DSD128 จากเว็บไซต์ dsdfile.com ชื่อชุด DSD Showcase No.1 เป็นไฟล์ฟอร์แม็ต DSF ที่มีแซมปลิ้งเรตเท่ากับ 5.6MHz ซึ่งภาค DAC ในตัว Vega สามารถรับมือได้โดยตรง และไปโหลดไฟล์ DXD352.8kHz ซึ่งเว็บไซต์ 2L เปิดให้โหลดมาฟังเป็นตัวอย่าง ซึ่ง ext.DAC ตัวนี้ก็สามารถรับมือกับไฟล์เพลงทั้งสองได้อย่างไม่มีที่ติ คุณภาพเสียงนั้นกระโดดไปอีกขั้น แบ็คกราวนด์มืดสนิท noise ต่ำมากๆ ทุกเสียงลอยละล่องขึ้นมาจากอากาศธาตุเหมือนผีหลอก เนื้อเสียงเนียนไร้เกรน คอนทราสน์ละเอียดเชื่อมต่อกันสนิททั้งขาขึ้น (เบา>ดัง) และขาลง (ดัง>เบา) ฟังแล้วมองเห็นอนาคตได้ชัดขึ้นทันที น่าเสียดายที่มีให้ลองฟังน้อยไปหน่อย..

สรุป
ถ้าผมตั้งคำถามขึ้นมาว่า ‘หูฉลาม’ ควรจะมีราคาชามละเท่าไหร่.? คำตอบที่ได้คงจะแตกต่างกันไป และบางคนคงจะย้อนตอบเป็นเงื่อนไขกลับมาว่า ขึ้นอยู่กับว่าไปทานที่ไหน.? ผมเคยทานหูฉลามที่ร้านริมถนนแถวเยาวราช ราคาชามละ 500 บาท ในขณะที่ในเหลาส่วนใหญ่ขายกันอยู่ที่หลักพัน
หรือถ้าจะเปลี่ยนคำถามเป็น ‘ข้าวเหนียว-ส้มตำ-ไก่ย่าง’ ล่ะ ควรมีราคาชุดละเท่าไหร่.? คำตอบที่ได้ก็ยังคงแตกต่างกันอยู่ดี และคงมีคนย้อนกลับมาด้วยเงื่อนไขแบบเดียวกันคือ ขึ้นอยู่กับว่าไปทานที่ไหน.? ร้านส้มตำริมถนน หรือในร้านนิตยาไก่ย่าง..
วินาทีปัจจุบันนี้ สำหรับวงการไฮ-ไฟฯ ความสามารถในการเล่นไฟล์ DSD กับ DXD ถือว่าเป็นอาหารเลิศหรูอย่างหูฉลาม ถ้าไม่พูดถึงรสชาติหรือคุณภาพเสียง คุณสมบัตินี้มีฝังอยู่ใน ext.DAC ให้เลือกซื้อตั้งแต่ตัวละสี่-ห้าหมื่นบาทไปจนถึงหลายแสนบาท หูฉลามริมถนนเยาวราชกับหูฉลามในเหลาตรงซอยโรงหนังสกาลาใช้วัตถุดิบและให้รสชาติแตกต่างกัน ฉันใด คุณสมบัติในการเล่นไฟล์ DSD ของ ext.DAC แต่ละตัวก็ให้ประสบการณ์ในการรับฟังที่แตกต่างกัน ฉันนั้น..
สัญญาณ DSD64 แบบสเตริโอ 2 แชนเนลมีเรโซลูชั่นแค่ 5,644,800 sample/second ในขณะที่สัญญาณ PCM 24/192kHz แบบสเตริโอ มีเรโซลูชั่นถึง 9,216,000 sample/second มากกว่าเกือบสองเท่า แต่ DSD ต้องการคอมพิวเตอร์ที่มีสเปคฯ สูงกว่าที่ใช้ในการประมวลผลสัญญาณ PCM ถึงจะให้ผลลัพธ์ทางเสียงออกมาได้ดีอย่างที่ควรจะเป็น ถ้าคอมพิวเตอร์ของคุณไหว Vega ตัวนี้จะขับขานเสียงสวรรค์ให้คุณฟัง.!
สำหรับเงินทุนสิบกว่าหมื่นต้นๆ ต้องขอยกให้ Auralic: Vega ตัวนี้เป็นหนึ่งในลิสต์ของตัวเลือกที่ต้องฟังให้ได้ก่อนตัดสินใจ ว่าแต่ว่า ถ้ามีโอกาส ผมอยากจะขอยืม ext.DAC ของ dCS รุ่น Vivaldi มาลองฟังสักที เพราะผมอยากจะรู้ว่า ระหว่างหูฉลามริมถนนแถวเยาวราชกับหูฉลามในเหลามีชื่อจะให้รสชาติต่างกันอย่างไร.?

นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย: DISCOVERY HIFI
โทร.0-2747-6710, 085-517-8292
ราคา : 115,000 บาท (พร้อมรีโมทไร้สาย)
(0)
GM 2000
RELATED TOPICS
141 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
154 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ