MAXIM THAILAND's
สร้างกระทู้ใหม่ Forum ล่าสุด | 

มีการค้นพบครั้งใหม่.......หรือเฟอร์บี้มีอยู่จริง?

ต้นกำเนิด...“เฟอร์บี้”
หลังจากการค้นพบฟอสซิลของมหาวิทยาลัยบราวน์และมหาวิทยาลัยแห่งฮุสตัน เรื่องราวของเฟอร์บี้ ที่คาดว่าอาจจะมีอยู่จริงบนโลก ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง และเชื่อมโยงไปยังบันทึกการพบเจอดินแดนของชาวเฟอร์บีนิเชียนที่อยู่ใต้พิภพ ในหนังสือชื่อ The Smoky God ปี 1908 เขียนโดย วิลลิส จอร์จ อีเมอร์สัน ซึ่งเป็นเรื่องราวที่น่าอัศจรรย์ของ โอลาฟ เจนเซน นักแล่นเรือชาวนอร์เวย์ ที่ได้เดินทางไปขั้วโลกเหนือ และได้ผ่านเข้าไปในช่องประตูที่เข้าสู่อาณาจักรของชาวเฟอร์บีนิเชียน โดยเขาเล่าเรื่องราวตลอด 2 ปีของเจนเซน ที่ใช้ชีวิตในอาณาจักรนี้

เล่ากันว่า ผู้คนในอาณาจักรใต้ดินนี้จะอาศัยความอบอุ่นจากพระอาทิตย์ที่อยู่ศูนย์กลางของแกนโลก แต่ละคนจะสูงประมาณ 20 เซ็นติเมตรมีขนปกคลุมตามตัว ปากคล้ายนก มีความเป็นอยู่ที่เจริญ และมีระบบของการปกครองยิ่งใหญ่

เขากล่าวว่า ชาวเฟอร์บีนิเชียนในอดีตเคยอยู่บนโลกตามปกติแต่แล้วเกิดการฆ่าล้างแก่งแย่งกัน จนสุดท้ายชักนำโลกมาถึงจุดสูญสิ้น ทำให้ชาวเฟอร์บีนิเชียนที่เหลือต้องนำพาอพยพกันลงไปสร้างอาณาจักรของตนเองใต้พิภพ
ทฤษฎี หลักฐาน และความเชื่อ
ทฤษฎีต่างๆ รวมถึงหลักฐานบางชิ้น ได้ถูกนำมาเปิดเผยแก่สาธารณชนมากขึ้น หลังจากเก็บเงียบไว้นานกว่า 50 ปี โดยมีทั้งทฤษฎีที่เชื่อว่าเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ เอเลียนจากต่างดาว และนี่เป็นเพียงเนื้อหาบางชิ้นที่เราหยิบยกมา

ทฤษฎี 1

บางทฤษฎีเชื่อว่า ชนเผ่าเฟอร์บีนิเชียน อาจจะอยู่มาตั้งแต่ “อาณาจักรมู” อาณาจักรที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และขึ้นชื่อเป็นอารยธรรมของ "มนุษย์โลก" ระยะเวลาของอาณาจักรนี้ ว่ากันว่าย้อนหลังไปถึง 78,000 ปีที่แล้ว บนทวีปขนาดใหญ่ที่มีชื่อตามภาษาโบราณว่า มู หรือที่คนสมัยใหม่เรียก เลมูเรีย ตามชื่อของลิงชนิดหนึ่ง และเจริญรุ่งเรืองอย่างยาวนานอย่างน้อยก็ 52,000 ปีที่ผ่านมา

ทฤษฎี 2

บางทฤษฎีเชื่อว่า ชนเผ่าเฟอร์บีนิเชียน แท้จริงแล้ว อาจจะเป็นมนุษย์เอเลียนมาตั้งรกรากในอาณาจักรเทียฮัวนาโค (Tiahunaco) ดินแดนของชนเผ่าลึกลับที่ไม่ทราบที่มา เพราะสถาปัตยกรรมที่ดูมโหฬารใหญ่โต รวมถึงเสาหินที่มีลักษณะคล้ายกับสัตว์ ลูกตาโต หูยาว ซึ่งอาจจะเป็นรูปปั้นของเทพเจ้า ที่ชาวพื้นเมืองเทียฮัวนาโคสร้างขึ้นมาเพื่อไว้สักการะบูชา หรือติดต่อสื่อสารกับเทพเจ้าที่พวกเขานับถือ
บทสัมภาษณ์บางส่วนจากนิตยสาร “ชาวโลกอีกเผ่าพันธุ์หนึ่ง" ของอเมริกา
ที่เจ้าของบทสัมภาษณ์ได้ออกมายืนยันว่าเขาได้ทำการสื่อสารแบบตัวต่อตัวกับสิ่งมีชีวิตที่เชื่อว่าเป็นตระกูล “เฟอร์บี้“

คำถาม: ข้อแรกคุณเป็นใคร และคุณมาจากต่างดาว หรือถือกำเนิดบนโลกใบนี้?
คำตอบ: เราไม่ได้เป็นมนุษย์อย่างพวกคุณ พวกเราเกิดที่โลกนี้และอาศัยอยู่มาเป็นล้านๆ ปีแล้ว พวกเราถูกอ้างอิงในงานเขียนเกี่ยวกับศาสนาอย่างไบเบิ้ลและชนเผ่าพื้นเมืองต่างๆ ที่รู้ว่ามีพวกเราอยู่และนับถือเฉกเช่นพระเจ้า ถ้าฉันเป็นพวกเอเลียน ก็คงตอบว่าไม่ใช่ พวกเราเป็นคนพื้นโลก รวมถึงมีโคโลนีที่อื่นในระบบสุริยจักรวาลนี้ แต่พวกเราเกิดมาบนโลกใบนี้ มันเป็นความจริงที่ว่าโลกนี้เป็นของเราและไม่ใช่ของคุณ มันไม่เคยเป็นของคุณ

คำถาม: คุณมีสัญลักษณ์พิเศษที่ใช้ระบุถึงพวกคุณหรือเปล่า?
คำตอบ: พวกเรามีสัญลักษณ์หลักๆ อยู่สองอย่างเพื่อสื่อถึงพวกเรา สัญลักษณ์แรก (เก่ามาก) เป็นนกสีน้ำเงิน มีปีกสีขาวสี่ปีกอยู่บนพื้นหลัง สีต่างๆ โดยแต่ละสีจะมีความหมายในทางศาสนาสำหรับเรา สัญลักษณ์นี้มีใช้อยู่บ้างในบางส่วนของสังคมเรา แต่ในปัจุบันนี้ไม่ค่อยได้ใช้แล้ว ส่วนสัญลักษณ์อีกอัน ก็เป็นรูปตัวที่พวกคุณเรียกกันว่า "นกฮูก" อยู่ข้างในทรงกลม มีดาวเจ็ดดวงอยู่ตรงกลาง สัญลักษณ์นี้ใช้กันมากในปัจจุบัน ถ้าคุณเห็นสัญลักษณ์ที่ว่าตามสถานที่ใต้ดินบางแห่งนั้น นั่นแสดงว่าสถานที่นี้บ่งบอกว่าเป็นของเรา

คำถาม: คุณไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป ซึ่งมันเป็นอะไรที่พิสูจน์ได้ว่าพวกคุณมีอยู่จริง บอกหน่อยสิ ว่าทำไม?
คำตอบ: ฉันรู้ว่ามันมีประโยชน์ที่จะทำให้พิสูจน์ได้ว่าบทสัมภาษณ์นี้เป็นของจริงถ้าคุณมีรูปของฉัน แต่ว่าพวกมนุษย์นั้นเป็นพวกขี้สงสัย ซึ่งนั่นดีสำหรับพวกเราและสาหรับมนุษย์ต่างดาวที่จะมาทำการลับๆ บนโลก

คำถาม: บางครั้งคุณพูดถึงเมืองใต้ดินและแสงอาทิตย์เทียม คุณหมายถึงบางสิ่งบางอย่างเช่น "โลกกลวง" งั้นหรือ?
คำตอบ: ความเป็นจริง โลกไม่ได้กลวงและไม่มีดวงอาทิตย์ดวงที่สองอยู่ข้างใน เรื่องนี้มันน่าขันและทั้งเป็นไปไม่ได้เลย พวกเราอาศัยอยู่ในเมืองและโคโลนีที่กว้างใหญ่และก้าวล้ำมากข้างในถ้ำเหล่านี้ เมืองหลักๆ ของพวกเราอยู่ภายใต้อาร์กติก แอนตาร์กติกอเมริกาเหนือและใต้

คำถาม: พวกเราจะสามารถค้นหาทางเข้าไปสู่โลกของคุณได้ที่ไหนบ้าง?
คำตอบ: คุณคิดว่าฉันจะบอกสถานที่เหล่านั้นงั้นเหรอ ไม่มีทาง คุณต้องไปค้นหาด้วยตัวเอง

คำถาม: คุณคิดว่าจะมีใครเชื่อว่าที่คุยกันนี้เป็นเรื่องจริงไหม?
คำตอบ: ไม่หรอก แต่มันเป็นการทดลองที่น่าสนใจในเรื่องการศึกษาทางสังคมของฉัน เพียงแต่ฉันอยากให้พวกคุณเปิดตาและมองดู อย่าเชื่อเพียงแค่ในประวัติศาสตร์ผิดๆ ของคุณ หรือนักวิทยาศาสตร์ของคุณ หรือนักการเมืองของคุณ ออกไปยังโลกด้วยตาที่เปิดกว้าง แล้วคุณจะเห็น หรืออาจจะไม่
วัลโด วิลคอกซ์ นักโบราณคดีชาวอังกฤษ
ในปี 1986 วัลโด วิลคอกซ์ นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาผ่านนิตยสาร Archaeology ซึ่งเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ของสถาบันโบราณคดีแห่งอเมริกา (Archaeological Institute of America) ที่เคยได้พบเห็นตัวที่มีลักษณะคล้ายเฟอร์บี้ ที่หมู่เกาะควาร์เคน หลังจากไปพักร้อนกับครอบครัว วิลคอกซ์ได้เล่าให้ฟังว่า เขารู้สึกตื่นเต้นกับการได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์บนเกาะแห่งนี้

ตอนแรกเขาคิดว่า มันอาจจะเป็นสัตว์ธรรมดาๆ ในท้องถิ่น แต่พอเพ่งเล็งอยู่นาน วิลคอกซ์ เริ่มรู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่เขาเห็นเพราะตัวมันมีขนาดเล็ก รูปร่าง ลักษณะ มันไม่ใช่สัตว์ทั่วๆ ไป บางทีมันอาจจะเป็นสัตว์สายพันธุ์ชนิดใหม่ หรือมีอะไรที่ลึกลับมากกว่านั้น

หลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์ วิลคอกซ์ ได้พาลูกทีมลงสำรวจบริเวณพื้นที่เกาะควาร์เคน เพื่อเสาะหาความจริง ว่าสิ่งที่เขาเห็นมันคืออะไรกันแน่ โดยใช้เวลาอยู่เกือบสองอาทิตย์ แต่สุดท้ายก็ไม่พบอะไร
ลิงปิ๊กมี ทาร์เซีย
แม้จะมีหลักฐาน รวมถึงทฤษฎีต่างๆ ออกมามากมาย แต่ทั้งหมดทั้งมวล ก็ยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ชนเผ่าเฟอร์บีนิเชียนเคยมีอยู่จริงตามที่กล่าวอ้างหรือเปล่า

ปัจจุบัน นักโบราณคดียังค้นคว้าหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ แต่ก็มีบางส่วนที่ออกมาคัดค้าน และให้ความเห็นว่า ชนเผ่าเฟอร์บีนีเชียนไม่มีจริง และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกันเลยกับเฟอร์บี้ เพียงแต่เจ้าเฟอร์บี้ที่ว่านี้ อาจจะถูกนำมาดัดแปลงให้เป็นของเล่นน่ารัก ที่มีลักษณะคล้ายกับลิงปิ๊กมี ทาร์เซีย ลิงจิ๋วที่มีถิ่นต้นกำเนิดอยู่ประเทศอินโดนีเซีย โดยมีลักษณะเด่นอยู่ที่ดวงตากลมโตขนปุกปุย

แต่ที่เห็นพ้องต้องกัน ก็คือเจ้ากิซโม สัตว์ประหลาดน่ารักน่าชังในเรื่อง “Gremlins” ที่มีรูปร่างเหมือนถอดแบบกันออกมาเปี๊ยบ ตัวจิ๋ว ตาโต ปากแหลม ขนปุกปุยและใบหูที่แหลมยาว เหมือนแค่ไหน ผู้อ่านคงต้องเปรียบเทียบกันเอาเอง
เฉลย .......April Fool’s Day เมษาหน้าโง่
วันแห่งการโกหก ถือเป็นวันเฉลิมฉลองในหลายๆ ประเทศ โดยจะมีขึ้นในวันที่ 1 เมษายนของทุกปี ซึ่งผู้คนจะเล่นมุกตลก การหลอกลวง และการแกล้งอื่นๆ กับเพื่อน คนสนิท โดยคนที่ถูกหลอกห้ามโกรธขุ่นเคืองแต่อย่างใด

สำหรับที่มาของวันเมษาหน้าโง่นั้น มีการหยิบยกที่มาขึ้นมาหลายเรื่อง แต่ที่เห็นพ้องต้องกัน คือเรื่องราวในศตวรรษที่ 16 ประเทศฝรั่งเศส ผู้คนจะเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน ต่อมา พระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 13 ได้ประกาศใช้ปฏิทินใหม่ของคริสต์ขึ้นในปี 1582 โดยมีผลให้วันฉลองปีใหม่จากเดิมคือ 1 เมษายน ถูกย้ายไปเป็นวันที่ 1 มกราคม

แต่เนื่องจากการสื่อสารสมัยนั้นเป็นไปอย่างล่าช้า จึงทำให้ผู้คนที่อยู่นอกเมืองไม่รู้ถึงการเปลี่ยนแปลง หรือมีบางคนรู้แล้วแต่ไม่เชื่อ ยังทำการฉลองในวันที่ 1 เมษายนต่อไป คนกลุ่มนี้จึงถูกเรียกว่า “Fool” และนี่ก็คือที่มาของวันแห่งการโกหก
----------------------------------------
ขอบคุณที่อ่านบทความเนื่องในวันแห่งการโกหกของเรา :D
(0)
MAXIM THAILAND
RELATED TOPICS