Madame FIGARO's
สร้างกระทู้ใหม่ Forum ล่าสุด | 

"มาลองอ่านดูว่าคุณเป็น โรคภูมิ(เหมือนจะ)แพ้ กันรึเปล่า"

มาลองอ่านดูว่าคุณเป็น "โรคภูมิ(เหมือนจะ)แพ้" กันรึเปล่า
เมื่อชีวิตสมัยใหม่ทำให้ต้องสัมผัสกับมลพิษไม่เว้นวันจนทำให้เรามักพูดและได้ยินกันบ่อยๆ ว่าให้เลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งหมดก็เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ที่รักในการดูแลสุขภาพหันมาดูแลใส่ใจการบริโภคให้มากขึ้น พอมาถึงยุคปัจจุบันดูเหมือนประโยคข้างต้นจะมีผู้ให้ความสนใจและปฏิบัติกันมากขึ้น แต่ก็น่าเป็นห่วงว่าจะเป็นการปฏิบัติที่ตึงเกินไป จนทำให้เกิดปรากฏการณ์ของโรคภูมิแพ้ชนิดใหม่ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์แพร่ระบาดในกลุ่มผู้ที่รักการดูแลสุขภาพ นั่นก็คือโรคภูมิเหมือนจะแพ้ (Neo - Allergy) ซึ่งจะแตกต่างไปจากโรคภูมิแพ้อาหาร (Food Allergy) ที่เราๆ เคยรู้จักส่วนจะเป็นโรคที่มีลักษณะอย่างไร แตกต่างกับโรคภูมิแพ้อาหารแค่ไหน ฉบับนี้เรามาทำความรู้จักและเข้าใจให้มากขึ้นในเรื่องของโรคที่กำลังอินเทรนด์เสียเหลือเกิน
อะไรคือโรคภูมิเหมือนจะแพ้
เพิ่งมาแพ้อาหารที่ตัวเองไม่เคยแพ้ พลอยทำให้คนรอบข้างสงสัยว่าอาการไม่สบายที่ว่า จะเป็นแค่การ ‘คิดไปเอง’ หรือ ‘ตามกระแส’ เพราะปัจจุบันคนที่แพ้อาหารจริงๆ ก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
กระแสในการเลือกบริโภคนี้มักเกิดขึ้นกับผู้ที่รักสุขภาพ เพื่อลดความเสี่ยงให้กับตัวเอง อาทิ โอปร้า วินฟรีย์ หรือแม้แต่สาวสวยอย่าง วิคตอเรีย เบ็คแฮม พวกเธอออกมาเปิดเผยว่าได้รับประทานอาหารที่ไม่มีกลูเตนนาน 21 วันต่อเดือนเป็นสรณะ นอกจากนี้ยังมีผู้หญิงบางกลุ่มเล่าว่า เธอไม่ยอมกินน้ำตาลเลย เพราะจากผลงานวิจัยของหลายสถาบันพบว่า น้ำตาลมีส่วนทำให้ผู้บริโภคสมาธิสั้นและก้าวร้าว ไม่เว้นแม้แต่ในสังคมไทยคุณอาจเคยพบคนรู้จักหรือเพื่อนสาวคนใดคนหนึ่งมีอาการวีนเหวี่ยงตามร้านอาหาร เพื่อให้ทางร้านรับรองว่าไม่ได้ใส่ผงชูรสลงในซุปของเธอ
อะไรคือโรคภูมิเหมือนจะแพ้
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่พบว่าผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยอมรับประทานอาหารที่มีกลูเตน อย่างเช่นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มีประชากรเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่เป็นโรคแพ้กลูเตน แต่มีผู้ที่บริโภคผลิตภัณฑ์ปลอดกลูเตนมากถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ปรากฏการณ์นี้อาจเกิดจากอาการที่เรียกว่า ความไวต่อกลูเตนชนิด Nonceliac (Nonceliac Gluten Sensitivity) คือจะรู้สึกไม่สบายเมื่อรับประทานอาหารที่มีกลูเตน แต่ไม่เคยตรวจพบว่าแพ้สารชนิดนี้ ขณะเดียวกันพวกเขาก็ไม่ได้ป่วยเป็นโรค Coeliac Disease อันมีสาเหตุมาจากการแพ้กลูเตนด้วยเช่นกัน
โรคภูมิเหมือนจะแพ้ในทางการแพทย์
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา Dr.Antonio Di Sabatino และ Dr.Gino Roberto Corazza จากมหาวิทยาลัยพาเวีย ประเทศอิตาลี ได้ลงตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ Annals of International Medicine ในบทความที่มีชื่อว่า Nonceliac Gluten Sensitivity: Sense or Sensibility โดยในบทความได้แสดงความเห็นว่า การรับประทานอาหารปลอดกลูเตนกำลังเป็นที่นิยมทั้งๆ ที่ไม่มีการศึกษาทางการแพทย์อย่างจริงจังมารองรับ จนทำให้กลูเตนกลายเป็น‘วายร้าย’ ตัวใหม่ที่มากับอาหาร เมื่อรับประทานอาหารที่มีกลูเตนหลายคนอาจไม่สบายเพียงเพราะพวกเขา ‘เชื่อว่า’ อาหารนั้นทำให้พวกเขาเป็นเช่นนั้นจนได้มีการเสนอให้มีการวิจัยในเรื่องความไวต่อกลูเตนชนิด Nonceliac ในด้านของการตรวจรักษามากกว่าการใช้ความรู้สึก เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดว่ากลูเตนนั้นเป็นพิษต่อคนทั่วไป อาหารปลอดกลูเตนเหมาะสำหรับผู้ที่แพ้กลูเตนเท่านั้น หากคนปกติรับประทานอาหารแบบนี้มากๆ อาจทำให้ร่างกายได้รับไฟเบอร์น้อยลง แน่นอนนั่นนำมาซึ่งผลเสียต่อสุขภาพ และการสูญเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์
โรคภูมิเหมือนจะแพ้ในทางการแพทย์
นอกจากนี้ Jean - Pierre Corbeau ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยากับอาหาร มหาวิทยาลัยเมืองตูร์ ยังได้กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ด้วยว่า “รูปแบบการรับประทานอาหารเช่นนี้แม้จะยังไม่มีคำอธิบายทางการแพทย์แต่ก็กำลังเป็นที่นิยมในประเทศที่พัฒนาแล้ว และกลุ่มคนที่มีความรู้สึกไม่ปลอดภัยแบบนี้ มักเป็นกลุ่มผู้มีฐานะและการศึกษาสูง”
อะไรคือโรคภูมิแพ้อาหาร
โรคภูมิแพ้อาหาร (Food - Allergy) เราคุ้นชินและคุ้นหูกับโรคนี้มานานมากแล้วซึ่งโรคนี้จะเกิดจากภาวะที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายมีปฏิกริยาที่ผิดปกติกับอาหารหรือสารในอาหารที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนส่วนใหญ่ หากแต่มีปฏิกิริยาตั้งแต่ขั้นเล็กน้อยไปจนถึงขั้นรุนแรงกับร่างกายของเรา โดยอาการแพ้นี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละคน อาจเริ่มตั้งแต่ความผิดปกติเล็กน้อยอย่างมีผื่นหรือลมพิษ เกิดอาการบวมบริเวณปาก คลื่นไส้อาเจียน นอกจากนี้ยังอาจมีอาการอื่นๆ เกิดขึ้นได้ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล ปวดท้อง หรือท้องร่วงในรายที่มีอาการแพ้รุนแรงและฉับพลัน จะมีผื่นพิษลุกลามอย่างรวดเร็ว มีอาการบวมที่ใบหน้า ลิ้น และลำคอ ซึ่งจะทำให้หลอดลมตีบจนหายใจติดขัดผู้ป่วยอาจมีอาการช็อคและเสียชีวิตได้ ซึ่งอาการที่กล่าวมานั้นมักจะเกิดขึ้นภายในเวลาประมาณ 30 นาที หลังรับประทานอาหารที่แพ้เข้าไป ในปัจจุบันเรายังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของอาการแพ้อาหาร ซึ่งทางแก้ที่ดีที่สุดในขณะนี้ก็คือการหลีกเลี่ยงอาหารที่จะเข้าไปกระตุ้นจนทำให้อาการกำเริบเท่านั้น
สำหรับผู้ที่แพ้อาหาร อาทิ ผู้ที่แพ้กลูเตนซึ่งเป็นสารประเภทโปรตีนที่มักพบในข้าวสาลี ข้าวโอต และข้าวบาร์เล่ย์ หรือมักนำมาเป็นส่วนผสมในขนมปังเพื่อให้ความนุ่ม ในผู้ที่แพ้กลูเตนหากรับประทานติดต่อกันอาจทำให้เป็นโรค Coeliac Disease หรือการที่ร่างกายผลิตสารแอนตี้บอตี้เพื่อต่อต้านกลูเตน แต่แอนตี้บอตี้กลับทำลายเนื้อเยื่อลำไส้เล็กทำให้ลำไส้เกิดการอักเสบในประเทศไทยก็มีพบผู้ที่แพ้กลูเตนเช่นเดียวกันแต่ไม่มาก การแพ้กลูเตนจะเห็นได้ชัดในผู้บริโภคผลิตภัณฑ์จากข้าวสาลี ขณะที่ชาวไทยพื้นถิ่นนิยมบริโภคข้าวเจ้าเป็นหลัก ดังนั้นผู้ที่แพ้กลูเตนในไทยส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่ชาวตะวันตก ก็มักจะเป็นชาวไทยที่เคยอาศัยในยุโรปหรืออเมริกา นอกจากนี้ยังมีอาการแพ้อาหารที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ เช่น แพ้อาหารทะเล กุ้ง กั้ง ปูหรือพืชเมล็ดบางชนิด เช่น ถั่ว เป็นต้น
ความแตกต่างของโรคภูมิเหมือนจะแพ้กับโรคภูมิแพ้อาหาร
ความแตกต่างของสองโรคนี้จะเห็นได้ชัดเจน เพราะโรคภูมิเหมือนจะแพ้นั้นเป็นเพียงแค่การคาดการว่าน่าจะเป็นแต่ยังไม่มีการตรวจ หรือรับรองว่ามีการแพ้อาหารนั้นจริง หากแต่โรคภูมิแพ้อาหารนั้นเมื่อรับประทานอาหารที่ตนแพ้เข้าไปในเวลาประมาณ 30 นาที ผู้ป่วยก็จะเริ่มมีอาการป่วยอย่างเห็นได้ชัดเจน ตั้งแต่ในระดับเบาไปจนถึงขั้นรุนแรงอย่างที่ได้กล่าวถึงไปแล้วซึ่งนับวันโรคภูมิแพ้อาหารนี้กำลังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากโลกาภิวัฒน์ ที่เปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์มากมายชนิดไม่หมดไม่สิ้น โดยเฉพาะอาหารและสินค้าการเกษตรที่ผลิตออกมาในระบบอุตสาหกรรมจำนวนมาก อาหารปรุงสำเร็จจากวัตถุดิบเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่มีพิษภัยอันใด แต่จริงๆ แล้วอาจแอบซุ่มสารที่ทำให้เราเกิดอาการแพ้ก็เป็นได้
โรคภูมิ(เหมือนจะ)แพ้
ใครจะรู้ว่าอาหารที่ดูธรรมดาอย่าง อาหารทะเล นมสักแก้ว หรือแม้แต่ขนมปังสักก้อน อาจทำให้ใครบ้างคนเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงการดูแลใส่ใจสุขภาพของตนเอง โดยเฉพาะในเรื่องของการเลือกบริโภคถือเป็นสิ่งที่ดีแต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรวิตกกังวลเกินเหตุ หากสงสัยว่าตัวเองมีการแพ้อาหารชนิดใดควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัย เพื่อที่จะได้ระวังอาหารชนิดนั้นเป็นพิเศษ และหากตรวจพบว่าไม่ได้แพ้อาหารชนิดใดชนิดหนึ่งนั้นก็จะได้สบายใจในการเลือกบริโภค เพราะถ้าหากมัวแต่กังวลกับการดูแลตัวเองที่มากเกินไปแทนที่จะเป็นการรักษาสุขภาพ อาจเป็นการทำลายสุขภาพทั้งทางร่างกายและทางจิตใจดังนั้นการยึดหลักแห่งความพอดี จึงเป็นทางช่วยที่จะทำให้คุณสามารถดำรงอยู่ในโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุข
(0)
Madame FIGARO
RELATED TOPICS
512 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ