Madame FIGARO's
สร้างกระทู้ใหม่ Forum ล่าสุด | 

มาร่วมสัมผัสและย้อนอดีตไปวันวานกับคอลเลคชั่นที่เป็นตำนานของดิออร์ใน MEMORIES DRESSES

มาร่วมสัมผัสและย้อนอดีตไปวันวานกับคอลเลคชั่นที่เป็นตำนานของดิออร์ใน MEMORIES DRESSES
MEMORIES DRESSES
ตราตรึงไว้ในความทรงจำ

Juxtaposition - ความทรงจำสามารถบันทึกไว้ได้หลายรูปแบบ สำหรับดีไซเนอร์จะมีวิธีการใดเล่าที่จะเล่าถึงความทรงจำให้เราได้ฟัง Raf Simons ครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์ คนล่าสุดของดิออร์ เริ่มพิสูจน์ฝีมือเป็นครั้งแรกด้วยการสร้างสรรค์คอลเลกชั่น Haute Couture Fall-Winter 2012-2013 เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถของดีไซเนอร์ชาวเบลเยี่ยมคนนี้ผู้มีซิกเนเจอร์เป็นงานออกแบบสไตล์มินิมัลและโมเดิร์น ในขณะที่ดิออร์เป็นแฟชั่นเฮ้าส์แห่งความฝัน แฟนตาซี มีความเป็นมากว่า 60 ปีและทำคอลเลกชั่นโอต์กูตูร์ออกมาโดยตลอด
ดิออร์เนรมิตความงามให้กับสุภาพสตรีมากว่า 60 ปี
หากย้อนกลับไปดูลิสต์รายชื่อรันเวย์ Paris Haute Couture Fashion Week จะพบว่ามีแบรนด์ฝรั่งเศสอยู่เพียงไม่กี่แบรนด์ที่ขึ้นทำเนียบอยู่ในลิสต์อย่างต่อเนื่องมาทุกซีซั่น และเมื่อราฟ ซิมงส์ เข้ามารับตำแหน่งก็ยังคงสานต่อดีเอ็นเอของแบรนด์ ทว่างานออกแบบของเขาดูเป็น “จริง” มากขึ้นแต่เต็มไปด้วยความทรง “จำ” จากวันวาน ได้รับการเล่าขานอย่างชัดเจนอีกครั้งด้วยการเนรมิต 4 ลุคนี้ขึ้นบนรันเวย์ Ready-to-Wear Fall-Winter 2013-2014 เสมือนงานคอลลาจ (collage) แห่งกาลเวลาที่ปะติดปะต่อกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
แบบร่างด้วยมือระดับมาสเตอร์มาสู่ชุดเดรส "Miss Dior"
MISS DIOR
เมื่อสวนดอกไม้อิมเพรสชั่นนิสต์บานสะพรั่งอีกครั้ง “Miss Dior” ผลงานที่คริสเตียน ดิออร์ ประทับลายเซ็นไว้ด้วยการประดับดอกไม้อย่างวิจิตรนั้น เสก็ตช์ขึ้นมาจากความทรงจำในวัยเด็กของเขาที่เติบโตมาในวิลล่า Les Rhumbs ตั้งอยู่ในเมืองกร็องวิลล์ (Granville) แคว้นนอร์มังดี (Normandy) มารดาของเขาหลงใหลในดอกไม้จึงมีอิทธิพลต่อการออกแบบเสื้อผ้าให้เป็นดั่งบทกวีแห่งธรรมชาติที่สะพรั่งไปด้วยความสุข อีกทั้งยังถ่ายทอดถึงความละเอียดลออ ถักทอเรียงร้อยกันขึ้นเป็นเดรสเกาะอกสีพาสเทลหวานที่โอบอุ้มเรือนร่างของสุภาพสตรีไว้ได้อย่างเย้ายวน มีชีวิตชีวา ดั่งดอกไม้ที่น่าทะนุถนอม คริสเตียน ดิออร์ ได้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ไว้ใน Haute Couture Spring-Summer 1949, ligne Trompe L’Oeil หรือ “คอลเลกชั่นแห่งภาพลวงตา” นั่นเอง ทั้งนี้เพราะเทคนิคการตัดเย็บที่สามารถเนรมิตสรีระของผู้หญิงให้เป็นดั่งนาฬิกาทราย นี่คือตัวอย่างหนึ่งของโครงชุดแบบ “New Look” จากโชว์แรกของคริสเตียน ดิออร์ในปี 1947 ประจักษ์พยานตำนานแห่งการปฏิวัติโครงชุดของผู้หญิงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่แสนโรยราให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งด้วยไหล่ที่โค้งมน เอวอันโค้งเว้า และสะโพกผาย ชุดนี้เป็นหนึ่งในผลงานที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการ “Impressions Dior” ที่บ้านเกิดของคริสเตียน ดิออร์ เป็นการเชื่อมโยงเรื่องราวระหว่างกูตูริเยร์คนนี้และแรงบันดาลใจจากงานศิลปะอิมเพรสชั่นนิสต์ที่เปี่ยมไปด้วย “ความประทับใจ” ในธรรมชาติ
"Miss Dior 1949" ถูกนำมาตีความใหม่จากฝีมือของ "ราฟ ซิมงส์"
ทั้งหมดนี้ได้รับการสานต่อด้วยฝีมือของราฟ ซิมงส์ ที่นำชุด “Miss Dior” นี้มาตีความอีกครั้งเป็น “Miss Dior 1949” โดดเด่นอยู่บนรันเวย์ Ready-to-Wear Fall-Winter 2013-2014 โครงชุดยังคงเก็บความเป็นดิออร์ไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทว่าวัสดุถูกนำมาปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยขึ้น เป็นการใช้หนังสีดำ บ่งบอกถึงความโมเดิร์นและสวมใส่ได้ “จริง” ในแบบฉบับของเขา
ARIZONA COAT งานสร้างสรรค์ยุคแรกของแบรนด์ดิออร์
ARIZONA COAT
รูปทรงและสีสันในความทรงจำ

“Arizona Coat” อีกหนึ่งชิ้นงานคลาสสิกจาก Haute Couture Autumn-Winter 1948, ligne Ailée หรือ “คอลเลกชั่นดั่งการโบยบิน” ต่อยอดมาจากโครงชุด New Look ซึ่งยังว่าด้วยเรื่องของรูปทรงที่ผายออกดั่งปีกที่ให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว สร้างสรรค์จากขนแกะสีแดงอีกหนึ่งสีที่เป็นซิกเนเจอร์ของดิออร์ ชุดนี้ได้นำไปจัดแสดงในนิทรรศการ 2013 Dior at Harrods เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
"Arizona Coat 1948" ดูทันสมัยยิ่งขึ้นด้วยคัตติ้งที่มีลูกเล่น
มาถึงลมหนาวปลายปีนี้ ดีไซเนอร์คนปัจจุบันยังคงหยิบชุดนี้ขึ้นมาสร้างสรรค์เป็นอาภรณ์ที่ให้ความอบอุ่นแด่คุณผู้หญิงอีกครั้ง “Arizona 1948” ประกอบด้วย 2 ชิ้นคือ เดรสดำผ้าแคชเมียร์ผสมไหม เล่นเลเยอร์ด้วยการสวมทับกับโค้ตทรงผายออกคล้ายตัวอักษร A สะดุดตาด้วย asymmetric cut หรือเทคนิคการตัดเย็บแบบอสมมาตร ข้างหน้าผ่าออกและสั้นกว่าข้างหลังเล็กน้อย โดยรวมยังเป็นเรื่องของการใช้รูปทรงและสีอ้างอิงถึงงานของมาสเตอร์ และราฟ ซิมงส์ ก็ได้เลือกลุคนี้ที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นไปถ่ายภาพแคมเปญโปรโมทคอลเลกชั่น Ready-to-Wear Fall-Winter 2013-2014 กดชัตเตอร์โดยช่างภาพคู่ใจอย่าง Willy Vanderperre
"Doris 1947" งานคลาสสิกที่เล่าขานมาจนถึงปัจจุบัน
DORIS COAT
Dior Coat

แรกเริ่มคริสเตียน ดิออร์ เรียกเส้นสาย การตัดเย็บชุดแบบที่เห็นนี้ว่า “Corolle” ซึ่งแปลว่า “กลีบดอกไม้” สื่อถึงความปรารถนาของเขาที่ต้องการเสกสรรให้ผู้หญิงเป็นดั่งดอกไม้ ส่วน “New Look” เป็นชื่อที่บรรณาธิการนิตยสารคนหนึ่งใช้เรียกผลงานอันแสนวิเศษนี้ ในเวลาต่อมาและกลายเป็นชื่อที่ประทับไว้ในประวัติศาสตร์แฟชั่นนับจากนั้น ลุคนี้ตัดเย็บจากผ้าขนแกะเนื้อนุ่ม สีน้ำเงินเข้ม ประกอบด้วย 2 ชิ้นคือ “Bar Jacket” เสื้อแจ๊คเก็ตกระดุม 2 แถว (double-breasted) งานตัดเย็บสไตล์ tailor made ที่ให้กลิ่นอายแบบชุดยูนิฟอร์ม สวมกับกระโปรงยาวครึ่งน่อง และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ต่อยอดมาสู่งานสร้างสรรค์จากฝีมือของผู้สืบทอดรุ่นต่อๆ มา

แน่นอนว่าราฟ ซิมงส์ ต้องไม่พลาดที่จะเลือกชุดนี้มาตีความอีกครั้ง กลายเป็นผลงาน “Doris 1947” เส้นสาย โครงชุดยังคงไว้เช่นเดิม แตกต่างตรงที่เขาเลือกใช้วัสดุหนังสีดำเนี้ยบทั้ง 2 ด้าน แสดงถึงการคารวะและความละเอียดลออในผลงานเฉกเช่นผู้ก่อตั้งแฟชั่นเฮ้าส์ ทำให้ลุคนี้ยังคงผงาดอยู่บนรันเวย์ 2013 ในมาดของผู้หญิงสมัยใหม่ได้อย่างมั่นใจ
ดิออร์เนรมิตชุดสวยดั่งเจ้าหญิงในงานเต้นรำ
OPÈRA BOUFFE DRESS
โลกแห่งแฟนตาซีของดิออร์

สิ่งหนึ่งที่เล่าถึงความเป็นดิออร์ได้คือโลกแห่งความฝันและความเจิดจรัสของผู้หญิง หากอยู่ในงานเต้นรำ เธอจะเป็นผู้ที่คุณจะละสายตามองไปเสียมิได้ คริสเตียน ดิออร์ เนรมิตห้วงแห่งจินตนาการนี้ให้มีอยู่จริง ด้วยการสร้างสรรค์ชุดเดรสสำหรับไปงานเต้นรำ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาคุ้นเคยและเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ก่อร่างขึ้นเป็นภาพเสก็ตช์มาสู่งานตัดเย็บที่เต็มไปด้วยรายละเอียดของผ้าที่ซ้อนทับกันราวกับกลีบดอกไม้ แต่งแต้มด้วยสีสันแห่งเฟมินีน ภาพคลาสสิกที่เห็นนี้คือชุด “Opéra Bouffe Dress” จาก Haute Couture Fall-Winter 1956, ligne Aimant หรือ “คอลเลกชั่นแห่งความเป็นที่รัก” เป็นดั่งการเสกมนตร์เสน่ห์อันน่าหลงใหลไว้บนฟลอร์เต้นรำ สังเกตได้ว่าคำว่า “Bal” หรืองานเลี้ยงเต้นรำนั้นมักเป็นคำที่ใช้ประกอบชื่อเรียกชิ้นงานของดิออร์หรือเป็นโลเคชั่นถ่ายแคมเปญโฆษณาต่างๆ
“Opéra Bouffe 1956” เนรมิตความทันสมัยจากการเปลี่ยนวัสดุและการใช้สี
ส่วนราฟ ซิมงส์ สานต่อโลกแห่งความแฟนตาซีนี้ด้วยการเสกสรรชุด “Opéra Bouffe 1956” ซึ่งเป็นเดรสเกาะอกตัดเย็บด้วยหนึ่งวัสดุหลักที่ใช้ในคอลเลกชั่นนี้คือหนัง ส่วนดีเทลด้านหลังของชุดยังคงไว้เช่นเคย หรือนี่จะเป็นสัญญาณบอกถึงโลกแห่งความแฟนซีของดิออร์ที่เริ่มมลายขึ้นกลายเป็นโลกแห่งความ “จริง” ที่ทันสมัยแต่ยังคงไม่ทิ้งกลิ่นอายแห่งอดีตไว้
Opéra Bouffe Dress คอลเลกชั่นแห่งความเป็นที่รัก
ที่น่าสังเกตคือผลงานสร้างสรรค์จากคอลเลกชั่น Ready-to-Wear Fall-Winter 2013-2014 ที่ราฟ ซิมงส์ ได้ออกแบบทั้ง 4 ชุดนี้ ยังคงประทับรอยแห่งอดีตไว้ผ่านชื่อชุดที่ดัดแปลงมาจากคอลเลกชั่น Haute Couture ดั่งเดิมทั้งสิ้น บวกกับปี ค.ศ. ที่ผ่านไปแล้ว ทั้งหมดนี้คือภาพคอลลาจแห่งกาลเวลาที่ต่อกันได้อย่างลงตัวและน่าจับตามองมากขึ้นทุกที เมื่อโชว์คอลเลกชั่นใหม่ของดิออร์ในงาน Paris Fashion Week จะเวียนมาถึงอีกครั้ง
(0)
Madame FIGARO
RELATED TOPICS