ชีวจิต's
สร้างกระทู้ใหม่ Forum ล่าสุด | 

มาทำความเข้าใจกับบทความดีๆ เกี่ยวกับศาสตร์แพทย์แผนจีนกันดีกว่า

แพทย์แผนจีน: ฝังเข็มรักษาโรคบำบัดอาการ
เป็นการรักษาโดยใช้เข็มขนาดเล็กมากฝังไปตามจุดสำคัญต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อปรับสมดุลในร่างกายให้เลือดและลมปราณภายในหมุนเวียนดีขึ้น ช่วยลดการหดเกร็งให้คลายตัว การฝังเข็มเป็นการกระตุ้นการทำงานของอวัยวะที่อยู่ห่างจากจุดฝังเข็มให้ทำงานเป็นปกติ สามารถกระตุ้นร่างกายให้หลั่งฮอร์โมนและสารสื่อประสาท เช่น เอนดอร์ฟิน (Endorphin) หรือสารระงับปวดอื่น ๆ ที่ช่วยลดการอักเสบ นอกจากนี้ยังกระตุ้นการปล่อยพลังงานภายในร่างกาย การฝังเข็มทั้งสามารถกระตุ้นและยับยั้งการทำงานของอวัยวะและภูมิคุ้มกันเพื่อให้กลับมาสู่จุดสมดุลได้

การรักษาที่โดดเด่นของการฝังเข็มคือ แก้อาการปวดเพราะเห็นผลเร็ว แต่จะเป็นการแก้ที่ต้นตอหรือไม่นั้นไม่แน่เสมอไป แพทย์ต้องทราบก่อนว่า อาการปวดนั้นเป็นที่โครงสร้างร่างกายหรือระบบอื่น ๆ

เช่น หยินหยางหรือระบบไหลเวียนไม่ดี การฝังเข็มจะช่วยปรับสมดุลได้ แต่ถ้าปัญหาอยู่ที่โครงสร้าง เช่น กระดูกสันหลังเคลื่อน มีหินปูน การฝังเข็มจะแค่ช่วยแก้ปวดอย่างเดียว ถ้าจะให้หายขาดต้องรักษาวิธีอื่นร่วมด้วย

บางครั้งการฝังเข็มเป็นพระเอก บางครั้งเป็นพระรอง บางครั้งเป็นแค่ผู้ช่วย ขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค และแต่ละคนก็ตอบสนองต่อการฝังเข็มมากน้อยต่างกันไป เป็นเรื่องเฉพาะตัว
แพทย์แผนจีน: ฝังเข็มรักษาโรคอะไร
การฝังเข็มได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง องค์การอนามัยโลก (WHO) มีผลวิจัยและได้ประกาศยอมรับวิธีฝังเข็มว่า ช่วยรักษาโรค และบรรเทาอาการได้กว่า 100 โรค โดยแบ่งระดับความสามารถในการรักษาไว้เป็น 3 ระดับ

1. ได้ผลเด่นชัดเป็นพิเศษ เช่น อาการปวดต่างๆ ปวดต้นคอเรื้อรัง หัวไหล่ ข้อศอก สันหลัง เอว หัวเข่า ปวดจากรูมาทอยด์ เคล็ดขัดยอก ปวดประจำเดือน ปวดนิ่วในถุงน้ำดี ปวดศีรษะจากความเครียดหรือก่อนมีประจำเดือน ปวดในระบบทางเดินปัสสาวะ เส้นประสาท เส้นประสาทบนใบหน้า ปวดหลังการผ่าตัด ไมเกรน อาการซึมเศร้า
โรคและอาการทั่วไป คือ อัมพฤกษ์ ผลข้างเคียงหลังจากป่วยด้วยโรคทางสมอง ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ งูสวัด เม็ดเลือดขาวน้อยกว่าปกติ สมรรถภาพทางเพศลดลง ภูมิแพ้ หืด วิตกกังวล นอนไม่หลับ ขากรรไกรค้าง แพ้ท้อง เลิกเหล้า บุหรี่ ยาเสพติด

2. ได้ผลดี เช่น อาการเจ็บต่อมทอนซิลเรื้อรัง วิงเวียนสาเหตุจากน้ำในช่องหูไม่เท่ากัน สายตาสั้นในเด็ก เด็กในครรภ์มารดาอยู่ในท่าขวาง อาการผิดปกติของลำไส้เมื่อเกิดความเครียด

3. ได้ผล เช่น ท้องผูก ท้องเดิน การมีบุตรยากที่มีสาเหตุจากทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย กระเพาะอาหารเลื่อนต่ำ เรอบ่อย ปัสสาวะไม่รู้ตัวและไม่คล่อง ไซนัสอักเสบ หญิงหลังคลอดมีน้ำนมไม่พอ
แพทย์แผนจีน: ฝังเข็มให้สวยสดใส
การฝังเข็มเป็นตัวเลือกที่นิยมมากวิธีหนึ่งในการแก้ปัญหาผิวพรรณบนใบหน้า ตั้งแต่สิว ฝ้า ริ้วรอย ผิวพรรณไม่สดชื่น จุดด่างดำ ผดผื่น กระ ขอบตาดำ ริ้วรอยใต้ตา ผมร่วง ผิวหย่อนคล้อย เป็นต้น

ศาสตร์แพทย์แผนจีนพบว่า สิวเรื้อรัง เกิดจากร่างกายมีความร้อนมากเกินไป โดยเฉพาะในปอด ม้าม เลือด กระเพาะอาหาร ลำไส้ รวมทั้งมีเสมหะ เลือดคั่ง อาหารไม่ย่อย หรือกินอาหารที่มีไขมันมาก รวมทั้งการแพ้เครื่องสำอาง การรักษาอาจใช้การฝังเข็มร่วมกับคำแนะนำในการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ หรือฝังเข็มร่วมกับวิธีอื่น ๆ เช่น กินยาสมุนไพรจีน อบผิว มาสก์หน้า เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตหรือลมปราณ ขับพิษ และบำรุงผิวหน้า

ส่วน ฝ้า นั้นเกิดจากความร้อนสะสมในร่างกายมาก การทำงานของตับและไตบกพร่อง ปอดชื้น และมีสาเหตุอื่นอีก เช่น การตั้งครรภ์ การใช้ยาคุมกำเนิด ประจำเดือนมาไม่ปกติ ผิวหนังอักเสบ โรคตับ วัณโรค โรคของต่อมไร้ท่อ และการถูกแสงแดดทำลายผิว อาจใช้การฝังเข็มในจุดที่ช่วยปรับสมดุลของม้าม ตับ และปอด ร่วมกับการกินยาสมุนไพรจีน เช่น ตังกุย เก๋ากี้ รากบัว มันเทศ ฯลฯ นวดหน้า มาสก์หน้า หรือกดจุดบริเวณใบหู เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตและลมปราณ เป็นต้น

ผิวมีริ้วรอยหรือหมองคล้ำ อาจเกิดจากไตพร่อง ไต ม้าม กระเพาะอาหาร หัวใจ ปอด เสียสมดุล การไหลเวียนของโลหิตหรือลมปราณไม่ดี หรือความเสื่อมตามวัย ปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดด มลพิษ การใช้เครื่องสำอาง การฝังเข็มช่วยปรับสมดุลอวัยวะต่างๆ และต้องทำร่วมกับการดูแลสุขภาพด้านอื่นๆ ด้วย

การดูแลความงามตามแนวทางของแพทย์แผนจีน จะดูองค์รวมทั้งปรับสมดุลภายใน ปรับการกินอยู่ ไม่นอนดึก หลีกเลี่ยงอาหารหวาน มัน และเผ็ดจัด ไม่ปล่อยให้ท้องผูก รวมทั้งหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดด
แพทย์แผนจีน: ฝังเข็มลดความอ้วน
แนวทางแพทย์แผนจีนบอกว่า ความอ้วนเกิดจากม้ามและกระเพาะอาหารทำงานผิดปกติ ทำให้การย่อยไม่ดี เกิดการสะสมของเสีย เพราะกินอาหารหยางมากเกินไป เช่น ของทอด ของมัน อาหารหวานจัด เผ็ดจัด หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ออกกำลังกาย จึงใช้การฝังเข็มเพื่อปรับสมดุลการทำงานของร่างกายให้กลับสู่สภาวะปกติ

อาจใช้วิธีควบคุมความอยากอาหารกระตุ้นการขับถ่ายให้ดีขึ้น เพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย บำรุงม้าม หรืออาจกระตุ้นการขับความชื้นที่สะสมในร่างกายมากเกินไป อาจใช้ร่วมกับการกินยาสมุนไพรหรือฝังเข็มบริเวณใบหู แต่สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ การปรับเปลี่ยนอาหารการกินและการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

การฝังเข็มลดความอ้วนอาจให้ผลช้าหรือเร็วแตกต่างกันไปในแต่ละคน การรักษาอาจไม่รวดเร็วทันใจ แต่ข้อดีคือไม่มีผลข้างเคียงเหมือนการกินยาลดความอ้วน และยังดูแลสุขภาพร่างกายโดยรวมให้ดีขึ้นด้วย
ความงามในมุมมองแพทย์แผนจีน
แพทย์หญิงสายชลี ทาบโลกา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนังเวชศาสตร์ชะลอวัยและการฝังเข็ม แห่งชีวจิตโฮมคลินิก กล่าวว่า

“หากร่างกายเสียสมดุลจะส่งผลถึงผิวพรรณ เช่น การย่อยอาหารไม่ดีทำให้การลำเลียงอาหารไปยังอวัยวะต่าง ๆ ไม่ทั่วถึง หรือการทำงานของเลือดไหลเวียนไม่สะดวกก็ส่งผลเช่นกัน การรักษาแผนปัจจุบันเมื่อมีปัญหาผิว คือทาครีม ทำเลเซอร์ โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ ซึ่งได้ผลในระดับหนึ่ง แต่ถ้าใช้แพทย์แผนจีนจะดูแลจากภายในด้วย จะช่วยเสริมให้ดียิ่งขึ้น

“ปัญหาผิวพรรณมีสาเหตุจากทั้งภายนอกและภายในจากภายนอก เช่น แสงแดด สิ่งแวดล้อม มลพิษต่างๆ ภายในคือ สมดุลร่างกายและไลฟ์สไตล์ รวมถึงเรื่องอาหารการกิน ความเครียด การพักผ่อน การออกกำลังกาย ซึ่งล้วนมีผลต่อความงาม แพทย์จึงมีหน้าที่ทั้งรักษาและแนะนำการปรับการดำเนินชีวิตให้เหมาะสม เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำอีก”
แพทย์แผนจีน: การใช้ยาสมุนไพรจีน
การใช้ยาของแพทย์แผนจีนเปรียบเหมือนการใช้ทหารบางคนยิงแม่น บางคนสืบความลับเก่ง จึงต้องใช้ให้ถูกคนยาแต่ละตัวมีสรรพคุณชัดเจน เวลานำมาใช้ขึ้นอยู่กับว่าใช้ยาตัวไหน อย่างไร แต่ละตัวก็มีจุดเด่นจุดด้อยต่างกัน ถึงแม้ป่วยด้วยโรคเดียวกัน แต่อาจใช้ยาคนละตัว อาการของโรคเองก็มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เริ่มต้นเป็น ระหว่างที่เป็น และช่วงท้าย หมอจึงต้องนัดตรวจและปรับยาตามอาการ

ยาแต่ละตำรับของจีนนั้นมีสรรพคุณแตกต่างกัน ซึ่งแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ไว้ 17 ประเภท เช่น บำรุง ปรับสมดุล ปรับการไหลเวียนของชี่ภายในร่างกาย รักษาความผิดปกติของระบบเลือด ยาสมาน ยาให้ความอบอุ่นภายในร่างกาย ยารักษาอาการภายนอก ยาระบายความร้อน ยาสลายความชื้น ยาถ่าย เป็นต้น

ยามีทั้งที่กำจัดพิษออก บำรุงร่างกาย แพทย์จะเลือกใช้ให้เหมาะสมขึ้นอยู่กับจังหวะรุกและรับ บางครั้งบำรุงร่างกายให้แข็งแรงเพื่อให้โรคหายเอง บางครั้งขับไล่โรคอย่างเดียว บางครั้งมีทั้งบำรุงร่างกายและขับออกไปในเวลาเดียวกัน หรือให้ยาดักไว้ก่อนเกิดอาการ เช่น ถ้าโรคส่งผลต่อปอด ก็อาจให้กินยาเสริมป้องกันไม่ให้ปอดเสียหาย
แพทย์แผนจีน: การครอบแก้ว
คือการรักษาโดยใช้อุปกรณ์คือกระบอกหรือถ้วย นำไปผ่านความร้อนเพื่อไล่อากาศในกระบอกออกจนเกิดภาวะสุญญากาศ นำแก้วไปครอบลงบนตำแหน่งที่ต้องการ จึงเกิดแรงดึงดูด การครอบแก้วมีเทคนิคแตกต่างกัน เพื่อจุดประสงค์ต่างกัน บางเทคนิคอาจดูน่ากลัว เช่น ใช้เข็มสะกิดให้เลือดที่คั่งอยู่ระบายออกมา

เมื่อครอบแล้วผิวหนังบริเวณนั้นจะถูกดูดขึ้นมาจนแดงคล้ำเพราะเลือดคั่ง วัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการไหลเวียนของโลหิต ขจัดความชื้นในร่างกาย แก้ไขการคั่งของเลือด รอยครอบแก้วบอกถึงปัญหาของร่างกาย รอยม่วงดำคล้ำแสดงว่ามีอาการเลือดคั่งและได้พิษเย็น สีม่วงอ่อนแกมเขียวเป็นปื้นแสดงว่าชี่อ่อนแอ เลือดคั่งรอยสีแดงสดแสดงว่าหยินพร่องไฟแกร่ง เป็นต้น

หลังจากการรักษาจะเกิดรอยคล้ายฟกช้ำ ระยะเวลาที่รอยจะหายขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค สภาพร่างกาย ถ้าการไหลเวียนของลมปราณไม่ค่อยดี จะใช้เวลามากกว่าปกติ 7 - 10 วัน โดยทั่วไปไม่ต้องทายา แต่ถ้าเป็นมากอาจมีไข้ ให้ใช้ผ้าอุ่นประคบและกินยาลดไข้

การครอบแก้วนิยมใช้รักษาอาการปวดคอ หลัง ไหล่ เอว และเข่า เคล็ดขัดยอก ไอ หลอดลมอักเสบ หืด ลมพิษ อาการชา ป่วยจากความเย็น หรือป่วยจากภายใน ปวดกระเพาะอาหาร ปวดและชาที่ผิวหนัง สมรรถภาพถดถอย โรคไฟลามทุ่ง ฯลฯ
แพทย์แผนจีน: นวดแบบทุยหนา
เป็นการนวดของแพทย์แผนจีนโดยใช้ส่วนของร่างกายในการนวด คลึง ถู บีบ ดีด และกลิ้งบนจุดลมปราณต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อกระตุ้นให้อวัยวะภายในร่างกายทำงานได้ดี บรรเทาอาการปวด และปรับสมดุลภายในร่างกาย การนวดแบบทุยหนาสามารถใช้แทนการกินยาหรือฝังเข็มได้ในบางโรค

การนวดกดจุดลมปราณแต่ละจุดก็ให้ผลการรักษาแตกต่างกัน อาจรักษาร่วมกับการฝังเข็ม กินยาสมุนไพร หรือจัดกระดูกเพื่อเสริมการรักษาให้ดียิ่งขึ้น การนวดแบบทุยหนารักษาโรคบางอย่างได้ผลดี เช่น ไมเกรน ปวดต้นคอ คอตกหมอน ปวดบ่า ไหล่ติด ปวดเอว หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ปวดเข่า ข้อเท้าเคล็ด ปวดประจำเดือน ผลการรักษาขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและการทำงาน เมื่อรักษาแล้วจะอาการค่อย ๆ ดีขึ้น แพทย์มักจะแนะนำให้เปลี่ยนอิริยาบถ ออกกำลังกาย บริหารร่างกายเพื่อให้ร่างกายยืดหยุ่นดี การนวดแบบทุยหนามีข้อจำกัดในการรักษาโรคบางอย่าง จึงต้องเลือกแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ
แพทย์แผนจีน: กัวซา
คือการบำบัดรักษาด้วยวิธีการใช้อุปกรณ์รูปร่างต่าง ๆ ที่ทำจากเขาสัตว์ หยก หรือวัสดุอื่นที่มีความเย็นในตัว เพื่อคุณสมบัติในการดูดพิษ ขูดลงบนผิวหนังในจุดเส้นลมปราณ มีผลต่อการบำบัดเพื่อขับพิษออกจากร่างกาย และกระตุ้นให้เลือดลมไหลเวียนสะดวก การทำกัวซาเป็นวิธีการดูแลตัวเองแบบพื้นบ้านที่ชาวจีนสมัยก่อนรู้จักดี คนที่มีเชื้อสายจีนอาจมีญาติผู้ใหญ่ใช้ช้อนหรือชามขูดหลังให้เวลาเป็นไข้ไม่สบาย

ก่อนทำกัวซาจะมีการทาน้ำมันหรือน้ำมันสมุนไพรลงบนผิว เพื่อช่วยป้องกันผิวหนังถลอก กัวซาช่วยรักษาอาการเป็นไข้ ปวดศีรษะ ภูมิแพ้ ไมเกรน อาการปวดคอ หลัง ไหล่ นิ้วล็อก ปวดประจำเดือน ในแวดวงความงามตามสปาต่าง ๆ ก็มีการนำกัวซาไปใช้ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาของผิวพรรณ เช่น ช่วยให้ผิวสดใส ลดริ้วรอย ช่วยให้ผิวแลดูกระชับขึ้น รักษาสิวฝ้า ขจัดถุงใต้ตา ฯลฯ

หลังจากทำกัวซาผิวจะมีรอยแดง ซึ่งรอยเหล่านี้จะค่อย ๆ จางหายไปภายใน 7 วัน ส่วนการทำกัวซาบนใบหน้าจะไม่รุนแรงเท่ากับการทำบริเวณลำตัว และมีขั้นตอนการบำรุงผิวต่าง ๆ จึงเป็นรอยแดงอยู่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น
ประสบการณ์ดีๆ จากการรักษากับแพทย์แผนจีน
ฉัตรชัย อันทะแสง อายุ 26 ปี ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์
"ผมเป็นสิวเยอะมาก ปกติเป็นคนผิวหน้ามันมากอยู่แล้ว ยิ่งมาแพ้โฟมล้างหน้าจึงมีสิวเพิ่มขึ้น คุณหมอจะใช้วิธีฝังเข็มรอบ ๆ สิว สิวเม็ดใหญ่ยิ่งใช้หลายเข็มเหมือนดอกไม้ไฟ ต้องฝังหลายเข็มมากเพื่อรักษาและช่วยระบายเลือดเสียออก..
“หลังจากฝังเข็มไป สิวค่อย ๆ ยุบลง เป็นสะเก็ดและหลุดออก ผมฝังเข็มสัปดาห์ละครั้งติดต่อกันนานเกือบสองเดือน คุณหมอแนะนำให้ทำดีท็อกซ์ หลีกเลี่ยงอาหารมัน ๆ พวกของทอด ไม่นอนดึก ออกกำลังกาย คุณหมอบอกว่า ถ้าไม่ดูแลตัวเอง ก็จะกลับมาเป็นอีกได้”

สรีวรรณ ถุงทรัพย์ อายุ 41 ปี อาชีพนักวางแผนการเงินบุคคล
“มีอาการปวดหลัง ไปหาหมอก็ได้ยาแก้ปวดคลายกล้ามเนื้อมาเหมือนทุกครั้ง รู้สึกว่าช่วยได้ แต่เดี๋ยวก็กลับมาเป็นอีก จึงสนใจไปหาหมอจีน คิดว่าจะให้ฝังเข็ม..
“หมอแมะ ดูลิ้น แล้วถามอาการ นอนหลับไหม ขาบวมหรือเปล่า บอกว่าไม่ต้องฝังเข็ม ให้กินยารักษา สาเหตุที่ปวดหลังเพราะตับกับไตไม่ดี เลือดไหลเวียนได้ไม่สะดวก ถ่ายเทของเสียได้ไม่ดีเท่าคนอื่น ตัวเราเย็นมาก..
“ไปตรวจสัปดาห์ละครั้งก็เปลี่ยนยาให้ทุกครั้ง รสชาติไม่เหมือนเดิม หมอบอกว่าอย่ากินของเย็นมาก หาหมอมาสิบกว่าครั้ง หายปวดหลังแล้ว..
“สิ่งที่ได้แถมมาคือ ผิวหน้าเนียนขึ้น แล้วเหมือนเซลลูไลต์ตามตัวลดลงไป หมอบอกว่าเลือดลมเดินสะดวกจะส่งผลให้ผิวดีขึ้นด้วย”

สุพรรณี เตชะยอด อายุ 26 ปี อาชีพเลขานุการ
“ป่วยเพราะปอดติดเชื้อ เมื่อปลายปีที่แล้วอาการหนักมาก มีโรคประจำตัวคือโรคหอบอยู่ ช่วงนั้นพักผ่อนน้อย ร่างกายจึงอ่อนแอ..
“พอออกจากโรงพยาบาลก็ฟื้นฟูสุขภาพแบบแพทย์แผนจีน ช่วงแรกฝังเข็มลดอาการไอและเสมหะไม่ให้อุดตัน ต้องฝังเข็มสัปดาห์ละครั้งที่หลัง ศีรษะ ใต้คาง คอ หน้าอก ท้อง ท้องน้อย ข้อมือ หัวเข่า หน้าแข้ง และข้อเท้า ร่วมกับการรมยาสมุนไพร และบำรุงร่างกายให้แข็งแรงเพื่อสร้างภูมิต้านทาน..
“ตามปกติคนที่ป่วยในลักษณะนี้จะไม่อยากอาหาร พอกินอาหารไม่ได้ร่างกายก็ไม่แข็งแรง รักษาโดยแพทย์แผนจีนแล้วเรากินได้มากขึ้นและนอนหลับได้ดีขึ้น ยังต้องฝังเข็มต่อไปจนกว่าจะไม่มีอาการไอแล้ว
มาทำความเข้าใจกับบทความดีๆ เกี่ยวกับศาสตร์แพทย์แผนจีนกันดีกว่า
ศาสตร์แพทย์แผนจีนนั้นมีมานานหลายพันปีแล้ว และคนยุคนี้ก็ให้ความสนใจรักษากับแพทย์แผนจีนมิใช่น้อย โรงพยาบาลและคลินิกหลายแห่งเปิดให้บริการทั้งการดูแลรักษาสุขภาพและเสริมความงาม สาเหตุที่ได้รับความนิยมเนื่องจากการรักษาด้วยแพทย์แผนจีนบางอย่างเห็นผลเร็ว มีผลข้างเคียงน้อย รักษาโรคได้มากมายหลายประเภท ในราคาที่ไม่แพงเกินไปนัก

ทุกท่านคงได้ยินเรื่องการฝังเข็มบ่อยที่สุด ส่วนการกินยาสมุนไพรจีนยังไม่เป็นที่แน่ใจ และหลายคนเข้าใจว่า การตรวจด้วยการจับชีพจรของหมอจีนนั้นช่างมหัศจรรย์ สามารถบอกอาการของโรคได้อย่างแม่นยำ

แพทย์จีนสมชาย จิรพินิจวงศ์ รองผู้อำนวยการคลินิกหัวเฉียวไทย – จีน แพทย์แผนไทย กล่าวว่า การแพทย์แผนจีนในปัจจุบันต่างจากแพทย์จีนในอดีตที่สืบทอดความรู้มาจากบรรพบุรุษซึ่งเปิดร้านขายยาและเป็นหมอแมะไปด้วย

“กระทรวงสาธารณสุขต้องการให้ประชาชนมีทางเลือกในการดูแลรักษาตัวเองนอกจากใช้การรักษาด้วยการแพทย์แผนตะวันตก จึงยกระดับการแพทย์ทางเลือกรวมทั้งการแพทย์แผนจีนให้มีมาตรฐาน ทางมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติได้ตั้งคณะการแพทย์แผนจีนแห่งแรกในเมืองไทย นักศึกษาต้องเรียนเนื้อหาแพทย์แผนปัจจุบัน 60 เปอร์เซ็นต์ ร่วมกับแผนจีน 40 เปอร์เซ็นต์ มีการเชิญอาจารย์แพทย์จากจีนมาสอนนักศึกษาและยังเปิดอบรมเพื่อเผยแพร่ความรู้ในวงกว้าง แพทย์แผนปัจจุบันเองก็มาเรียนฝังเข็มกันมากขึ้น จึงค่อยเข้าใจว่าแพทย์แผนจีนนั้นเป็นวิทยาศาสตร์”

การแพทย์แผนตะวันตกมีจุดเด่นในการรักษาอาการแบบเฉียบพลัน รุนแรง และการผ่าตัด ส่วนแพทย์แผนจีนมีจุดเด่นในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และฟื้นฟูความแข็งแรงของร่างกาย แพทย์แผนจีนยุคใหม่จึงสามารถใช้ความรู้ในการรักษาทั้งแบบตะวันตกผสมผสานกับแผนจีน เพื่อเสริมซึ่งกันและกัน
แพทย์แผนจีน: สอดคล้องไม่ใช่เหนือธรรมชาติ
แพทย์แผนจีนเน้นการปรับสมดุลร่างกายให้สอดคล้องกับธรรมชาติและดูแลแบบองค์รวม โดยมองว่าจิตใจและร่างกายมีผลซึ่งกันและกัน การทำงานภายในร่างกายเชื่อมโยงกันหมด ความผิดปกติของอวัยวะหนึ่งจึงส่งผลต่ออวัยวะส่วนอื่น รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาตินั้นสัมพันธ์กับสุขภาพของมนุษย์ด้วย

หลักของแพทย์แผนจีนข้อหนึ่งกล่าวถึงการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายตามเวลาว่า แต่ละชั่วโมงเป็นเวลาของอวัยวะใด ตรงกับโรคที่กำเริบในช่วงเวลาของอวัยวะนั้นๆ เช่น คนที่เป็นโรคปอด อาการจะกำเริบในช่วงเวลาตั้งแต่ตีสามจนถึง
ตีห้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาของปอด และแนะนำว่าถ้าออกกำลังกายในช่วงนี้ปอดจะแข็งแรง หรือเวลาตั้งแต่ตีห้าจนถึงเจ็ดโมงเช้าเป็นเวลาของลำไส้ใหญ่ ก็ควรจะขับถ่าย เป็นต้น ตรงกับการแพทย์ตะวันตกที่แนะนำให้นอนหัวค่ำ เพื่อให้ร่างกายหลั่งโกร๊ธฮอร์โมน (Growth hormone) ซึ่งจะช่วยซ่อมแซมอวัยวะส่วนที่สึกหรอ

แพทย์แผนจีนใช้เครื่องมือธรรมชาติตรวจคนไข้นั่นก็คือตัวหมอ ซึ่งต้องใช้ทักษะความชำนาญมากเพื่อสังเกตคนไข้อย่างละเอียด ทั้งการดูร่างกายโดยรวม ฟัง ดมกลิ่น สัมผัสชีพจร และการซักถาม

การตรวจแบบองค์รวมจะช่วยให้เข้าถึงสาเหตุของโรค เช่น คนไข้ตามัว แสบตา มองเห็นไม่ชัด แพทย์แผนจีนอาจตรวจวินิจฉัยแบบตะวันตกดูว่าเป็นโรคต้อหรือโรคอื่นๆ หรือไม่ แล้วจึงวินิจฉัยตามหลักแพทย์แผนจีนว่า ตาเป็นสิ่งสะท้อนอวัยวะไหน จากการซักถามสังเกตดูลิ้น ดูร่างกาย นำข้อมูลมาประมวล ว่าเลือดหรือหยินของตับไม่เพียงพอ อย่างนี้เป็นต้น
แพทย์แผนจีน: ไปหาหมอแมะกันไหม
ความจริงแล้วเวลาใครบอกว่าไปหาหมอแมะก็หมายถึงไปหาแพทย์แผนจีนเพื่อตรวจร่างกายนั่นเอง ขั้นตอนวินิจฉัยของแพทย์จีนมี 4 ขั้นตอน คือ การดู ฟังและดมกลิ่น ซักถาม และการจับชีพจร หรือที่เรียกว่า “แมะ”

ดู เป็นการตรวจหาความผิดปกติในร่างกายที่เห็นได้จากภายนอก เช่น ใบหน้าและลิ้นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอวัยวะภายในมาก นอกจากนี้จะดูสภาพร่างกายโดยรวม ความมีชีวิตชีวา สีหน้า ผิวพรรณ รูปร่าง และท่าทาง

ฟังและดมกลิ่น ที่สะท้อนถึงปัญหาภายในร่างกาย เช่น ฟังว่าเสียงพูดเป็นอย่างไร มีพลังหรือแหบแห้ง พูดเบา พูดไม่ชัด หรือไม่รู้เรื่อง เสียงไอหรืออาเจียนเป็นอย่างไร ส่วนการดมจะได้กลิ่นลักษณะต่างๆ เช่น กลิ่นปาก กลิ่นเหงื่อ กลิ่นตัว เป็นต้น

ถาม มีหัวข้อในการซักถามคนไข้ เช่น รู้สึกร้อนหรือหนาวอย่างไร มากน้อยแค่ไหน เวลาใดเหงื่อออกอย่างไร ปวดศีรษะอย่างไร เวลาใดกินอาหารได้มากหรือน้อย รสชาติในปาก การกระหายน้ำ การได้ยิน การนอนหลับ การปัสสาวะ อุจจาระ ประจำเดือน ประวัติการเจ็บป่วย

จับชีพจร แพทย์ต้องใช้สมาธิและความสงบเพื่อการตรวจที่ถูกต้อง แม่นยำ การจับมี 7 วิธี เช่น ยก กด เคลื่อน ฯลฯ ลักษณะของชีพจรก็มีถึง 28 แบบ เช่น ชีพจรลอย จม เต้นช้า ลื่น ฯลฯ ลักษณะของชีพจรจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพร่างกาย สิ่งแวดล้อม อายุ เพศ ลักษณะภายนอก การใช้ชีวิต จิตใจและอารมณ์ ชีพจรที่แตกต่างกันจะบ่งบอกถึงโรคที่ต่างกันไป ผู้ที่จับชีพจรเป็นจะต้องมีความละเอียดอ่อนในการสังเกต และใช้เวลาฝึกฝนหลายปี จนกระทั่งเชี่ยวชาญ เพราะฉะนั้นการจับชีพจรหรือการแมะ หาใช่ศาสตร์ลี้ลับเหนือธรรมชาติแต่อย่างใด

เมื่อตรวจวินิจฉัยโรคเสร็จ แพทย์จีนจึงค่อยเลือกวิธีรักษาว่า จะให้กินยาสมุนไพร ฝังเข็ม นวด ครอบแก้ว หรือรักษาร่วมกับแผนปัจจุบัน ตามความเหมาะสม
เคล็ดลับสุขภาพ จากแพทย์แผนจีน
1. ใช้ชีวิตอย่างมีวินัย ตื่นนอน กินอาหาร ออกกำลังกาย เข้านอนเป็นเวลา และให้สัมพันธ์กับธรรมชาติ เพราะสรรพสิ่งในโลกตื่นเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น
2. ไม่ควรนอนหลังสี่ทุ่ม เพื่อให้ร่างกายมีเวลาปรับหยินหยางใหม่ในรอบหนึ่งวัน การนอนดึกจะเป็นการเผาผลาญหยินให้ร่างกายเหี่ยวแห้ง
3. หน้าร้อนไม่ควรดื่มน้ำเย็นมาก ทำให้ภายในร่างกายเย็นเกินไป ควรดื่มน้ำอุณหภูมิปกติ
4. กินอาหารฤทธิ์เย็นเพื่อคลายร้อน เช่น ฟัก มะระ ถั่วเขียว เป็นต้น ลดอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน เช่น อาหารมัน ของทอด ทุเรียน ลำไย หรืออาหารรสเผ็ดจัด
5. มื้อเช้ากินให้เต็มอิ่ม มื้อกลางวันกินอิ่มแค่ 7 ใน 10 ส่วน มื้อเย็นกินให้น้อย และแต่ละมื้อควรกินแค่พออิ่ม เมื่อมื้อหน้าเริ่มรู้สึกหิวตามธรรมชาติ แสดงว่าร่างกายเผาผลาญหมดแล้ว
6. การฝึกชี่กง ไทเก๊ก หรือโยคะ ช่วยฝึกจิตใจให้สงบ และพลังงานไหลเวียนได้ดี
7. ฝึกจิตใจให้คิดดี ทำดี เป็นคนดี ร่างกายจะแข็งแรง เพราะจิตใจและร่างกายส่งผลซึ่งกันและกัน
แพทย์แผนจีน: รักษาคนไม่ใช่แค่รักษาโรค
ตามแนวคิดของแพทย์แผนจีนมองว่า คนไข้แต่ละคนไม่เหมือนกัน การรักษาโรคเดียวกันอาจใช้วิธีต่างกัน เมื่อคนไข้มาหาหมอด้วยอาการหวัด การรักษาแบบแพทย์แผนจีนจะแยกอาการหวัดไว้ถึง 9 ประเภท เช่น หวัดร้อน หวัดเย็น หวัดชื้น หยางพร่อง ฯลฯ

แม้จะให้ยาตำรับเดียวกัน แต่ก็ต้องปรุงยาเพิ่มหรือลดส่วนผสมให้เหมาะกับคนคนนั้น เช่น เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ขี้หนาวหรือขี้ร้อน หรือถึงแม้จะมาด้วยอาการเดียวกัน ก็อาจฝังเข็มในจุดต่างกัน หรือฝังเข็มร่วมกับการรักษาวิธีอื่น จึงเป็นการรักษาที่ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์อย่างแท้จริง

เรามาดูกันว่า การรักษาที่เคยได้ยินมาและได้รับความนิยมมีอะไรบ้าง
(0)
ชีวจิต
RELATED TOPICS
504 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ