ชีวจิต's
สร้างกระทู้ใหม่ Forum ล่าสุด | 

มาช่วยพลิกฟื้นชายฝั่งกรุงเทพฯ ให้คืนกลับมาด้วยป่าไม้ไผ่

มาช่วยพลิกฟื้นชายฝั่งกรุงเทพฯ ให้คืนกลับมาด้วยป่าไม้ไผ่
ป่าไม้ไผ่ ฟื้นวิกฤติชายฝั่งก่อนกรุงเทพฯ จมทะเล

นิทานอีสปเรื่องหนึ่งได้กล่าวถึงความสามัคคีของมดเอาไว้
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า...วันหนึ่งขณะที่มดกำลังออกหากิน ได้มีแมลงตัวใหญ่บินพลาดท่าเสียหลักและตกลงมาอยู่ท่ามกลางฝูงมดพวกนั้น เมื่อฝูงมดเห็นก็ตกใจ จึงไล่รุมกัดแมลงที่มีขนาดใหญ่กว่ามันหลายสิบเท่า เห็นดังนั้น ฝูงมดอีก 100 ตัวจึงรีบออกมาช่วยเพื่อนรุมกัดแมลง จนในที่สุดแมลงก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ถึงแก่ความตาย

หลังจากนั้นฝูงมดจึงช่วยกันลากซากแมลงกลับรังกันไป แต่ระหว่างทางมีมดตัวหนึ่งลุกขึ้นมาโอ้อวดว่า ตนสามารถแบกแมลงกลับรังตัวเดียวได้ แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ แค่เพียงหนวดหนึ่งเส้นของแมลงตัวนั้นก็ยังไม่สามารถแบกไหว จึงเปลี่ยนใจ รีบตะโกนเรียกเพื่อนๆ ให้มาช่วยกัน ไม่นาน แมลงยักษ์ตัวนั้นก็ถูกแบกกลับเข้าไปในรังอย่างง่ายดาย

เรื่องราวที่เพิ่งกล่าวไปทำให้ผู้เขียนเกิดภาพในใจถึงพลังของกลุ่มจิตอาสากลุ่มหนึ่ง ซึ่งพวกเขารวมตัวกันโดยใช้ชื่อว่า เครือข่ายรักษ์ทะเลกรุงเทพและสิ่งแวดล้อม เพื่อต่อสู้กับวิกฤติน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งที่ทะเลบางขุนเทียน ก่อนที่ “บ้าน” ของพวกเขาจะต้องจมอยู่ใต้บาดาลในไม่ช้า
100 ปี กับ “บ้าน” ที่สูญหาย
ทุกวันนี้เทคโนโลยีใหม่ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตมนุษย์มากขึ้น แต่หากมองอีกด้านหนึ่งเราอาจกำลังหลงลืมกันไปว่า เมื่อไรที่ความเจริญทางวัตถุก่อตัวขึ้นมา เมื่อนั้นมรดกทางธรรมชาติก็ย่อมสูญหายไปเช่นเดียวกัน

เมื่อไม่อาจทนเห็นความสูญเสียเหล่านั้น คุณคงศักดิ์ ฤกษ์งาม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า คุณหมอโต เจ้าหน้าที่ควบคุมโรค ประจำศูนย์สาธารณสุขชุมชนคลองพิทยาลงกรณ์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับฝั่งทะเลบางขุนเทียน จึงขออาสาแบกรับภาระหน้าที่ในการเป็นผู้นำ เครือข่ายรักษ์ทะเลกรุงเทพและสิ่งแวดล้อม เพื่อกอบกู้สถานการณ์ชายฝั่งถูกกัดเซาะ เพราะอิทธิพลจากการทำลายธรรมชาติของมนุษย์

“กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เคยทำการสำรวจไว้ว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2449 – 2549 หรือ 100 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ชายฝั่งถูกทะเลกลืนกินไปแล้วหลายหมื่นไร่ โดยเฉพาะพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯที่อยู่ติดกับปากอ่าวไทยมีสิทธิ์จมอยู่ใต้ทะเลจนกลายเป็นเมืองบาดาล”

คุณหมอโตกล่าวถึงผลกระทบในช่วงอดีตที่ผ่านมาให้ฟัง หากแต่สิ่งที่คุณหมอกำลังพบเจออยู่ในปัจจุบันกลับเป็นปัญหาที่รุนแรงกว่าในครั้งนั้นหลายเท่า เพราะบ้านที่ชาวบ้านเคยอยู่อาศัยกลับจมหายไปอยู่ใต้น้ำอย่างถาวร

“ผมอยู่ที่นี่มาห้าสิบกว่าปี เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอด แต่ปัญหาหนักในตอนนี้คือ พื้นดินที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านหายไป ซึ่งต้องขอเล่าสาเหตุก่อนว่า ก่อนหน้านี้ไม่มีการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำ 4 สายหลัก ได้แก่ แม่กลอง บางปะกง เจ้าพระยา และท่าจีน ตะกอนดินจึงไหลมาตามน้ำและมาทับถมกันกลายเป็นแนวป้องกันน้ำทะเลกัดเซาะตามธรรมชาติ แต่หลังจากสร้างเขื่อน ตะกอนดินไม่ไหลลงมา เมื่อคลื่นซัดเข้าฝั่งจึงไม่มีอะไรคอยรองรับแรงคลื่น จนชายฝั่งถูกกัดเซาะไปเรื่อยๆ

“ยิ่งเมื่อสองปีที่ผ่านมา ที่ดินของชาวบ้านบางคนหายไปเลย เจ้าของบ้านมีโฉนด แต่ที่ดินของตัวเองอยู่ไหนไม่รู้ เพราะจมอยู่ใต้น้ำ พื้นที่ทำเกษตรน้ำเค็ม ทำนากุ้ง ทำประมงก็หายไป ซึ่งหากปล่อยไว้แบบนี้ ในอนาคตบ้านของทุกคนคงหายไปหมดแน่ๆ นั่นหมายความว่าวิถีชีวิตของคนที่นี่ก็จะหายไปด้วย”

นี่จึงเป็นสิ่งที่จุดประกายให้คุณหมอโตต้องรีบลุกขึ้นมารวมพลังกับชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อช่วยกันฟื้นคืนธรรมชาติก่อนจะสายเกินไป
ภูมิปัญญาจากไม้ไผ่
โชคดีที่ทีมงานเดินทางไปพบคุณหมอในช่วงเช้าที่แสงแดดยังไม่ร้อน เราจึงขอให้คุณหมอโตพาทีมงานลงไปดูพื้นที่ริมชายฝั่งทะเลบางขุนเทียนให้เห็นกับตา

แต่สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้ากลับยิ่งสร้างความสงสัย เพราะเบื้องหน้าของพวกเราคือภาพของไม้ไผ่ท่อนสูงที่ปักเรียงกันเป็นแนวยาวตลอดระยะทางเกือบ 4 กิโลเมตร

คุณหมอโตจึงรีบอธิบายว่า “ที่เห็นกันอยู่นี้คือ ป่าไม้ไผ่ ซึ่งเกิดขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้านและอาสาสมัครที่มาช่วยกันปลูก เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะ

“เราลองผิดลองถูกด้วยกันมา เมื่อก่อนเคยให้ชาวบ้านนำโอ่งลูกใหญ่ๆ ไปใส่ดิน เพื่อตั้งกันคลื่น แต่สุดุท้ายก็ต้านไม่ไหว จนมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งลองนำไม้ไผ่ตงมาปักดูปรากฏว่าได้ผล เราจึงระดมพลให้ชาวบ้านมาช่วยกันปักไม้ไผ่ จนปัจจุบันมีการขยับขยายพื้นที่ให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตามความตั้งใจคือ อยากขยายให้ครอบคลุมระยะทาง 4.7 กิโลเมตร

"หลังจากดำเนินการมาได้ราวๆ 4 ปี (เริ่มตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2550) เราได้ทำการสำรวจพบว่า จากที่น้ำทะเลเคยกัดเซาะชายฝั่งเฉลี่ยปีละ 6 เมตร ก็ลดลงเหลือแค่ปีละ 1 เมตร เพราะมีป่าไผ่มาช่วยต้านแรงของคลื่น”

ภูมิปัญญาในการปลูกป่าไผ่ของชาวบ้านยังช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ ทำให้สัตว์น้ำเริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้น

“อย่างที่ทราบกันว่า วิถีชีวิตของคนที่นี่คือการทำเกษตรน้ำเค็มและประมงชายฝั่ง หากไม่ทำโครงการนี้ขึ้นมา อาหารทะเลจะลดน้อยลง เพราะถ้าไม่มีการชะลอคลื่น สัตว์น้ำที่ยังเป็นตัวอ่อนเมื่อถูกคลื่นแรงๆ พัดไปก็ตายหมด อาหารของสัตว์น้ำ เช่นแพลงก์ตอนก็หายไปด้วย ซึ่งทุกอย่างกระทบกันไปหมด ชาวบ้านเองจึงต้องละทิ้งวิถีชาวประมง แล้วออกไปหาวิถีชีวิตใหม่คือไปทำงานในโรงงาน

“แต่เมื่อคลื่นชะลอการกัดเซาะลง กุ้ง หอย ปู ปลาเริ่มกลับมา นกเริ่มบินกลับมาที่นี่เพราะมีอาหาร คนก็เริ่มกลับมาทำมาหากินได้”

ความพยายามในการแก้ปัญหาโดยใช้องค์ความรู้ที่คิดค้นขึ้นเอง บวกกับการร่วมแรงร่วมใจกัน จึงช่วยกอบกู้สถานการณ์วิกฤติให้กลับคืนมาได้อย่างน่าภาคภูมิใจ
ปลูกจิตสำนึกช่วยลดโลกร้อน
จากปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด คนนอกพื้นที่อาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงแล้ว หากทุกคนมีจิตสำนึกที่ดีในการร่วมมือกันอนุรักษ์ธรรมชาติ ปัญหาที่เกิดขึ้นจะเบาบางลง โดยเริ่มต้นง่ายๆ จากการช่วยกันลดภาวะโลกร้อน เพราะหากน้ำแข็งขั้วโลกยิ่งละลายลงสู่ทะเลมากขึ้น ย่อมส่งผลให้ปริมาณน้ำทะเลเพิ่มขึ้น ในขณะที่แผ่นดินจะยิ่งทรุดตัวลง

สิ่งที่คุณหมอโตมุ่งหวังจะทำต่อไปจึงเป็นการร่วมสร้างจิตสำนึกที่ดีให้คนในชุมชน ตลอดจนคนไทยทุกคน ให้หันกลับมาหวงแหนธรรมชาติ ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้

“ทุกคนพูดถึงภาวะโลกร้อนกันมาก แต่ไม่เคยรู้ว่าผลพวงของมันคืออะไร ในเวลานี้ผมจึงพยายามสร้างจิตสำนึกที่ดีให้เด็กๆ ในชุมชน โดยการให้เขาลงมาปลูกป่าเอง เพื่อให้ซึมซับว่าที่นี่คือแผ่นดินบ้านเกิดของเขา

“ที่ผ่านมา การปลูกป่าของคนทั่วไปคือ การเอาต้นไม้ไปปักไว้ จากนั้นก็ไม่เคยกลับไปดูอีกเลย แต่สิ่งที่ผมบอกคนในชุมชนคือ ‘คุณต้องช่วยต้นไม้ด้วย’ ต้องรู้จักวิธีปลูกต้นไม้เพื่อรักษาหน้าดินด้วย เพราะถ้าปลูกไม่เป็น แค่เจอคลื่นซัดมาทีเดียวรากก็หลุดลอยไปหมดแล้ว

“สิ่งที่น่ายินดีที่สุดจึงเป็นการที่เราได้เห็นต้นไม้เห็นแนวดินเพิ่มขึ้นมาจากการปลูกป่า และท้ายสุดคือ การได้เห็นความกลมเกลียวกันของชาวบ้าน เพราะโครงการจะขยายต่อไปไม่ได้เลยหากขาดพลังมวลชนที่ให้การสนับสนุนและร่วมแรงร่วมใจกัน”

ถึงจะเป็นเพียงมดตัวเล็กๆ แต่ถ้ามดทุกตัวต่างลงมือลงแรงช่วยเหลือกัน พลังอันยิ่งใหญ่ก็จะเกิดขึ้นมาแน่นอน
(0)
ชีวจิต
RELATED TOPICS
115 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ