GRAZIA's
สร้างกระทู้ใหม่ Forum ล่าสุด | 

บทสัมภาษณ์จาก 4 สาวเก่งที่เราอยากให้คุณได้รับแรงบันดาลใจจากพวกเธอ

บทสัมภาษณ์จาก 4 สาวเก่งที่เราอยากให้คุณได้รับแรงบันดาลใจจากพวกเธอ
ผู้หญิงที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย หากยึดมั่นศรัทธาในสิ่งที่ทำและรักในความเป็นตัวเอง พวกเธอเหล่านี้ Incredible ในความเห็นของเรา ในโอกาสครบรอบ 4 ปี Grazia ขอส่งแรงบันดาลใจอันทรงพลังจากพวกเธอไปสู่ผู้อ่านทุกท่าน
เป็นตัวเอง ไม่ต้องไปเปรียบกับใคร....เล็ก-ณพาภรณ์
เล็ก-ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร กรรมการผู้จัดการบริษัทโรงแรมปาร์คนายเลิศจำกัด

ไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นผู้หญิงไทยผิวสีน้ำผึ้งที่พึงพอใจในสีผิวตัวเองโดยไม่ขวนขวายหาทางเปลี่ยนไปตามกระแสเล็ก-ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูรเป็นหนึ่งในสาวผิวสีน้ำผึ้งที่รักความเป็นตัวเองและไม่เคยคิดอยากเปลี่ยนตัวเองให้เหมือนใคร

เคยนึกอยากเปลี่ยนสีผิวตัวเองตามกระแสไหม
“เล็กคิดว่าตัวเองเหมาะกับผิวแทนและเป็นคนชอบใช้ชีวิตเอาต์ดอร์ เลยไม่คิดจะทานยาหรือฉีดอะไรให้ตัวเองมีผิวขาวโชคดีมากที่มีผิว ละเอียดเป็นทุนเดิมอยู่แล้วอาจจะเป็นเพราะไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่เล็ก ด้วยมั้งเลยเอาตามเพื่อนฝรั่งไปอาบแดดกันจนติดนิสัยมาแล้วผิวสีนี้ มันเหมาะกับคาแรกเตอร์เล็กด้วย

เล็กไม่เคยคลอนแคลนกับความคิดนี้เพราะรู้ว่าตัวเองชอบอะไรเล็ก อาจจะเปิดแมกกาซีนดูแล้วชอบนางแบบคนนี้แต่เรารู้ว่าเราไปเหมือนเขา

ความมั่นใจของคุณต้องยกเครดิตให้ใครหรือเปล่า
“ไม่ใช่เครดิตหรืออะไรสักอย่างแต่เพราะพ่อแม่ให้อิสระตั้งแต่เกิดอิสระ ที่จะเลือกอยากทำอะไรก็ทำอยากไปไหนก็ไปเรียนอะไรก็เรียนคบใครก็คบ อิสระที่เขาให้เรานี้เป็นตัวของเรามันทำให้เราเป็นแบบนี้และการที่เราไปอยู่ เมืองนอกตั้งแต่เด็กเลยทำให้อยู่กับตัวเองเป็นมีปัญหาก็ต้องแก้เองเพราะ พ่อแม่ก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้นตลอดเวลาเราต้องยืนบนขาตัวเองตั้งแต่เด็กๆ

วันหนึ่งคุณทำงานกี่ชั่วโมง
“ทุกวันนี้ทำงานที่โรงแรมที่ให้เวลาไปเกินครึ่งแล้วก็มีเปิดโยคะ (ครีโยคะ โกลด์) ช่วยพี่สาวบ้างนิดหน่อยที่จะเปิดปาร์คนายเลิศที่หัวหินแต่บอกไปไม่มี ใครเชื่อว่าตื่นเช้า 7 โมงตื่นเองไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุกมา 3-4 ปีแล้วมาทำงาน 9 โมงเช้าแล้วแต่จะจัดเวลาอย่างไรถ้ามีประชุมถึงเย็นเลยเล็กจะเอาเวลา ที่ตื่นเช้าไปเล่นกีฬาก่อนต้องเล่นโยคะหรือไม่ก็เทนนิสวันละชั่วโมงนอนอีกที เที่ยงคืนตีหนึ่งที่ทำอย่างนี้ได้เพราะโยคะช่วยมันเป็นการเหงื่อออกที่ใส่พลัง ให้เรามีคนบอกยุ่งขนาดนี้ทำไมยังเล่นกีฬาได้ก็ต้องจัดเวลาให้เป็นมันต้อง มีเวลาให้กับตัวเองด้วย 1 ชั่วโมงคุณไปนั่งกินข้าวได้ไปนั่งเม้าท์ได้ลองเจียด เวลาตรงนั้นมาเล่นกีฬาคุณก็ทำได้

เล็กชอบชีวิตยุ่งเหยิงถ้ามันนิ่งแล้วจะรู้สึกเหมือน lost ถ้าเล็กว่างสัก 3 ชั่วโมงตอนวีคเอนด์จะไปทำเล็บนวดไปเดินซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นคนโรคจิต ว่างไม่ได้อาจจะเป็นคนขี้เหงาด้วยมั้งต้องหาอะไรทำตลอดเวลาต้องอยู่กับ คนเล็กรู้ตัวเองไงว่าเป็นคนแบบนี้ก็เลยชอบทำงานชอบที่จะยุ่งตลอดเวลา ชอบหาเรื่องใส่ตัว (หัวเราะ)”

คิดว่าการที่ผู้หญิงภูมิใจในตัวเองมันส่งผลไปเรื่องอื่นไหม
“เล็กว่าส่งผลนะเพราะมันทำให้เรามีจุดยืนและมีความคิดเป็นตัวของตัวเอง”

ผู้หญิงควรมีไลฟ์สไตล์และชีวิตอย่างไร
“เราควรรู้จักตัวเองเช่นเราโอเคกับงานเพื่อนหรือรูปลักษณ์ของเราไหม ตื่นเช้ามาคุณแฮปปี้กับชีวิตตัวเองไหมอยากให้หันกลับมามองตัวเอง และซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองแทนที่จะไปมองคนอื่นแล้วเอาตัวเองไป เปรียบเทียบกับเขาแค่นี้ฟังดูง่ายแต่ทำยากนะ”
เต๋า-ณัฏฐา โกมลวาทิน.....พิสูจน์ผลงาน จากกาลเวลา
เต๋า-ณัฏฐา โกมลวาทิน บรรณาธิการข่าวและผู้ดำเนินรายการ ‘ที่นี่ไทยพีบีเอส’

ยุคนี้สื่อมวลชนถูกตั้งคำถามถึงจรรยาบรรณในการนำเสนอข่าวไทยพีบีเอสเป็นสื่อหนึ่งที่มีคนจับตามองซึ่งก็ได้พิสูจน์ตัวเองว่า ยังคงความเป็นกลางและนำเสนอข่าวจากทุกแง่มุมหนึ่งในทีมงานไทยพีบีเอสที่โดดเด่นคือเต๋า-ณัฏฐาโกมลวาทินอดีตนักข่าวเนชั่น และไอทีวีเธอเป็นสื่ออีกคนที่ยึดมั่นในการทำหน้าที่สื่อมวลชนที่หาได้ไม่ง่ายนักในยุคนี้

สไตล์การทำงานของไทยพีบีเอส
“ไทยพีบีเอสเกิดในช่วงที่ประเทศเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจริงๆก็คือ ผลพวงรัฐประหารปี 2549 เราผ่านช่วงวิกฤติทางการเมืองทั้งเสื้อเหลืองเสื้อแดง กลุ่มคนหลากสีจนถึงตอนนี้ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้เห็น ภาคประชาชนแข็งแรงขึ้นตั้งคำถามมากขึ้นตรงนี้เป็นสิ่งที่สื่อมวลชนสัมผัสได้ โดยตรงอีกด้านหนึ่งสื่อมวลชนจะถูกตั้งคำถามตลอดว่าเราสีเหลืองเหรอเรา สีแดงเหรอเราหลากสีเหรอหรือว่าเราเข้าข้างใครเรากลัวกองทัพกลัวรัฐบาล เหรอแต่จริงๆถ้าสังเกตให้ดีใครมาเป็นรัฐบาลเราก็ตั้งคำถามหมดอย่าง กรณี PTTGC น้ำมันรั่วยางพาราจำนำข้าวเราก็ตั้งคำถามเพราะเป็นหน้าที่ และเป็นสิ่งที่เราต้องค้นหาคำตอบ”

มีจรรยาบรรณหรือสิ่งที่ยึดปฏิบัติอยู่ตลอดในการเป็นนักข่าวไหม
“หน้าที่พื้นฐานของผู้สื่อข่าวคือ fact checking ตรวจสอบข้อมูลตัวเลข สถิติต่างๆไม่ใช่รายงานความเห็นอย่างเดียวเพราะความเห็นก็หลากหลาย ยุคนี้กูเกิลช่วยเราได้เยอะมากหาความรู้เช็กข้อมูลให้ถูกต้องแม่นยำที่สุดแล้ว ต้องประเมินตรวจสอบข้อมูลคิดในเชิงวิพากษ์ส่วนจริยธรรมในการทำสื่อ ต้องหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ขัดแย้งแล้วอย่าไปมองว่าใครชั่วร้ายไปหมดทุกคน มีทั้งด้านดีด้านไม่ดีอยู่ในตัวนักข่าวมีหน้าที่ต้องประเมินและนำเสนอให้รอบ ด้านอย่าเชื่อใครเพียงด้านเดียวไปสัมภาษณ์ใครรักหรือเกลียดเขาแค่ไหน ก็ต้องเก็บไว้แล้วก็ต้องหาความรู้ใส่ตัวอยู่ตลอดเวลา”

ตั้งแต่วันแรกที่เป็นสื่อจนวันนี้คุณเปลี่ยนในเรื่องไหนบ้าง
“ที่เปลี่ยนไปคืออายุมากขึ้นแน่ๆ (หัวเราะ) ประสบการณ์มากขึ้นมั่นใจ มากขึ้นในการนำเสนอหรือมองประเด็นมากขึ้นแต่ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่ง แล้วพอแล้วยังมีอะไรให้เรียนรู้ทุกวันที่เปลี่ยนไปก็คือสถานการณ์ในประเทศ เทคโนโลยีทำให้สังคมซับซ้อนมากขึ้นด้านหนึ่งมันก็ช่วยเอื้อสำหรับเราใน การเปิดประเด็นแต่บางทีมันลวงเราตามไปเกินครึ่งแล้วแต่รู้ว่าข้อมูลใช้ไม่ได้ ทุกวันนี้รับข้อมูลมากได้ฟังความเห็นของคนมากขึ้นกลับยิ่งรู้สึกว่าเราต้อง ทำงานแบบถ่อมตัวมากขึ้นไม่ได้คิดว่าเป็นผู้สื่อข่าวอยากจะเสนออะไรก็ได้ อยากจะพูดอะไรก็ได้เพราะว่ามีคนที่พร้อมจะตรวจสอบและจับตาการทำงาน ของเราเช่นเดียวกันเสรีภาพของสื่อย่อมต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ”

คิดว่าเมืองไทยให้โอกาสผู้ประกาศหญิงทำงานไปจนอายุเท่าไร
“คงเป็นโจทย์ใหญ่ของผู้หญิงทั่วโลกอย่างอเมริกา Barbara Walters เธอ เจอผู้ประกาศชายปรามาสว่าไม่มีทางทำรายการประเด็นหนักๆได้แต่เธอก็ พิสูจน์ว่าทำได้และยืนหยัดมาจนถึงตอนนี้ผู้ประกาศชายคนนั้น Harry Reasoner ไปอยู่ไหนแล้วก็ไม่รู้แต่คนก็ยังดูบาร์บาร่าของไทยตอนนี้มองหน้าจอมี ผู้หญิงทำงานเยอะมากหลายคนมีคำถามว่าจะไปถึงอายุเท่าไรต้องดูไปเรื่อยๆ แต่ Barbara Walters, Diane Sawyer มีพื้นที่ทำได้เมืองไทยก็น่าจะทำได้”

อยากเห็นวงการสื่อไทยเป็นอย่างไร
“สื่อทุกประเทศปรับตัวขึ้นเยอะอย่างเมืองไทยเราคิดว่าแย่ระดับหนึ่ง แต่ถ้าเทียบกับอาเซียนเราไม่ได้ขี้เหร่เพียงแต่ตอนหลังเราโดนเซ็นเซอร์เยอะ มีกฎหมายพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ควบคุมกำกับหรือประเด็นอื่นๆสื่อต้องเดินหน้า ทำงานเพราะหน้าที่ของสื่อคือหมาเฝ้าบ้านเรามีหน้าที่พิสูจน์ผลงานจาก กาลเวลาต้องพยายามผลักดันให้กลไกและกฎหมายต่างๆเอื้อต่อการทำงาน ของสื่อมากขึ้นอย่าไปยอมแพ้ง่ายๆ”
วรรณ-วรรณฤดี.....อย่ากลัวที่จะต้องทำอะไรใหม่ๆ
วรรณ-วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ Head of Script & Project Development Producer, GTH

จากเด็กที่ชอบดูหนังเข้าเรียนภาควิชาภาพยนตร์นิเทศศาสตร์จุฬาลงกรณ์ฯ ก็เพราะชอบทั้งที่ไม่รู้อนาคตว่าจะได้ทำในสิ่งที่รักไหม มาทำงานพักหนึ่งก่อนจะลาออกมาอยู่ว่างๆ เพราะอยากทำหนังมากกว่าวันนี้ วรรณ-วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ เป็นหนึ่งในเบื้องหลังความสำเร็จของค่ายจีทีเอชและเป็นรุ่นบุกเบิกในประวัติศาสตร์หนังไทยยุคใหม่

ตอนที่ลาออกจากงานเชื่อไหมว่าจะได้ทำหนัง
“มันมีความรู้สึกอยากทำแต่ก็ยังไม่รู้หรอกว่าจะทำหนัง สมัยก่อนมันไม่ได้ชัดว่าเราจะเป็นโปรดิวเซอร์ ช่างภาพแค่รู้สึกว่าอยากทำงานแรกที่ได้มาทำที่ จีทีเอชเป็นงานบทภาพยนตร์เพราะเรามาจากสายที่ชอบหนังแล้วก็ทำหนังสือ ได้ทำบทภาพยนตร์พักหนึ่งก็สนุกดีแล้วก็เริ่มคลี่คลายตัวเองว่าเราไม่อยากเป็น ผู้กำกับงานครีเอตโปรเจ็กต์เป็นงานที่สนุกมากเลยมาทางนี้ก็ทำสักพักจนที่นี่ เขารู้สึกว่าที่วรรณกับพี่เก้ง (จิระ มะลิกุล) เป็นโปรดิวเซอร์มีหน้าที่ครีเอตโปรเจ็กต์ ขึ้นมาหาผู้กำกับคนเขียนบทมาร่วมกันสร้างโปรเจ็กต์ซึ่งรู้สึกว่าลงตัว”

คุณมีหลักในการทำงานอย่างไร
“งานที่เราทำมันเป็นการทำงานไปในอนาคตมากๆที่นี่เราเขียนบทกัน ค่อนข้างนานเราใส่ใจในงานบทมากเพราะหนังไทยทุนไม่เยอะการลงทุนให้ คุ้มค่าคือลงทุนกับการทำบทความที่มันใช้เวลานานนับจากวันที่คิดอาจใช้ เวลาปีครึ่งทำบทเสร็จอีกปีหนึ่งเข้าฉายแปลว่าคิดได้วันนี้ต้องรออีก 2 ปีกว่า หนังจะเข้าฉายการมองไปในอนาคตมากๆจำเป็นที่คนทำงานต้องเชื่อในกัน และกันเราทำงานโดยที่ไม่รู้ว่ามันจะออกมาอย่างไรแล้วต้องทุ่มเทชีวิต 2-3 ปี จึงต้องอาศัยความรักความทุ่มเทมากๆวรรณมักจะบอกน้องๆที่มาทำหนังกับ จีทีเอชว่าสิ่งที่เราอยากได้คือต้องมี passion แล้วจะเอาชนะความยากได้”

ทำไมหนังจีทีเอชถึงเป็นที่ชื่นชอบของคนดู
“คนภายนอกชมว่าเรามีทีมโปรโมตมีมาร์เก็ตติ้งที่แข็งแรงทีมเราแข็งแรง จริงๆแต่เริ่มจากเราต้องสร้างโปรดักต์ให้ดีก่อนแล้วเราจะมั่นใจในโปรดักต์ แล้วทุกคนในบริษัทก็จะอินจากนั้นเขาจะทุ่มเทคิดมาร์เก็ตติ้งคิดการโปรโมต ที่มันไม่ซ้ำเดิมเคยมีงานที่เราทำแล้วไม่ค่อยได้อย่างใจทุกคนก็จะรับอารมณ์ นี้ได้ก็พาลคิดไม่ออกกันหมดที่นี่พนักงานเกือบทุกคนพอเราตัดสินใจทำเรื่อง อะไรทุกคนต้องอ่านบทพอหนังทำเสร็จก็จะได้ดูแล้วก็แยกกันไปคิดหน้าที่ ในเชิงการโปรโมตเราอยู่บนความเชื่อว่าถ้างานที่เราทำมันเป็นหนังที่คนดูต้อง ชอบเราก็จะกล้าบอกคนดูว่ามาดูเถอะสนุกแน่ๆเพราะเรายังสนุกเลย”

ถ้ามาถึงจุดนี้ต้องเตือนตัวเองด้านไหนบ้าง
“ความกลัวพอทำงานมาขนาดนี้เราจะมีประสบการณ์แต่ประสบการณ์ ทำให้เรากลัวง่ายขึ้นเพราะเราเคยเจ็บเคยทำแล้วเจ๊งในการทำหนังแต่ถ้าเรา กลัวเราจะทำอะไรแค่เดิมๆการที่เราคุยกับเด็กๆซึ่งไม่มีประสบการณ์คนเหล่า นี้ไม่กลัวเลยเพราะไม่รู้แต่มันเป็นด้านดีของคนทำหนังเวลาทำหนังกับน้องๆ วรรณกับพี่เก้งก็จะปรับใจให้เด็กตามเขาให้กล้าไม่กลัวแม้อันนี้จะทำเรา แขนหักมาแล้วเราก็จะลองดูอีกสักที”

คุณคิดว่าหนังเปลี่ยนชีวิตคุณไหม
“เปลี่ยนแทบทุกอย่างตั้งแต่เด็กถ้าเราไม่ชอบดูหนังคงไม่ได้มาทำอาชีพนี้ ไม่ได้มีความคิดแบบนี้ขณะเดียวกันการดูหนังหรือการทำหนังบางเรื่องก็ เปลี่ยนทัศนคติหรือทำให้เราชัดเจนขึ้นว่าเราคิดอย่างนี้กับการใช้ชีวิตของเรา ยกตัวอย่าง 15 ค่ำเดือน 11 เราเชื่อมาตลอดว่าความถูกต้องความดีงามต้องมี แบบใดแบบหนึ่งเท่านั้นแต่พอมาดู 15 ค่ำแล้วความดีไม่ได้มีแบบเดียวมันแล้ว แต่ใครจะเชื่อว่าสิ่งไหนคือความดีแล้วพยายามทำสิ่งนั้นหลวงพ่อเป็นพระแต่ ก็โกหกเพื่อให้ชาวบ้านศรัทธาในศาสนาแค่เราคิดว่าความดีไม่ได้มีอย่างเดียว มันเปลี่ยนการมองโลกเราไปเลยเราจะเริ่มเข้าใจคนอื่นๆว่าทำไมเขาถึงคิดเชื่อ และทำแบบนั้นมันจะไม่ใช่ว่าเราถูกเขาผิดนี่คือความเชื่อที่ต่างกันแค่ดูหนัง”
ทำงานที่ตัวเองรัก ไม่ขัดแย้งกับความรู้สึกแค่นี้ก็สุขแล้ว.....แป๋ม-สุภัทรา
แป๋ม-สุภัทรา โกราษฎร์ ครูสอนดนตรี Studio Supatra และนักร้องวงไหมไทย

ด้วยน้ำเสียงที่หวานใสไพเราะ สามารถถ่ายทอดเพลงไทยที่มาจากภาษาและท่วงทำนองไทยๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้มีแฟนเพลงติดตามผลงานของเธออย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2532 จนถึงปัจจุบัน และเมื่อได้มาพบตัวจริง แป๋ม-สุภัทรา โกราษฎร์ ยังเป็นผู้หญิงที่ใช้ชีวิตเรียบๆ ถ่อมตัว พอใจในสิ่งที่เป็น และรักในสิ่งที่ทำ

คุณรู้จักดนตรีตั้งแต่ตอนไหน
“ตอนเด็กๆมีอยู่ 3 กิจกรรมที่ทำกิจกรรมที่บ้านวัดและโรงเรียนที่บ้าน คุณพ่อคุณแม่ชอบฟังเพลงเพื่อนๆของคุณพ่อคุณแม่มาบ้านก็เล่นดนตรี คุณพ่อเล่นกีตาร์เพื่อนคุณพ่อเล่นไวโอลินคุณแม่ร้องเพลงอย่างคิดถึง (จันทร์กระจ่างฟ้า) เราก็ซึมซาบมาและเราเป็นคาทอลิกต้องไปวัดที่วัดมี พิธีกรรมที่เพลงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดก็อยู่ในวงประสานเสียงของวัด อีกที่คือโรงเรียนเรียนที่เซนต์โยเซฟบางนากิจกรรมหนึ่งที่ซิสเตอร์และคุณครู มักจะใช้เป็นสื่อในการสอนภาษาอังกฤษคือเพลงตอนเด็กๆก็จะได้ร้องเพลง ตั้งแต่เล็กเพลงถึงได้กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาในชีวิต”

แล้วมาร้องเพลงได้อย่างไร
“วันหนึ่งอาจารย์ดนูก็ได้ยินเสียงเพราะร้องกันเล่นๆกับเพื่อนที่โรงเรียน ระหว่างนั้นอาจารย์ทำไหมไทยมา 3 ชุดแล้วเป็นเพลงบรรเลงพอชุด ‘ไหม ไทย 4’ มีเพลงร้อง 2 เพลงอาจารย์ก็ชวนให้ร้องเพลง ‘เงาไม้’ ซึ่งเคยร้องกับ คุณพ่อคุณแม่มาตั้งแต่เด็กกับ ‘สายธารสู่ดวงดาว’ ซึ่งอาจารย์แต่งเองและ เปิดให้ฟังแล้วบอกว่าเป็นเสียงของ คุณแคทริน ถ้ำแก้ว ซึ่งเพราะมาก”

ได้เรียนรู้การทำงานอะไรจากไหมไทยไหม
“อาจารย์ดนูสอนตลอดว่าต้องคิดอย่างไรกับคำแบบนี้กับโน้ตตัวนี้ จัดการประโยคเพลงอย่างไรถึงจะสื่อสารได้ครบตามความลึกซึ้งของเพลง ไม่ใช่สักแต่ร้องไปถ้าคิดต่างกันก็มาแชร์กันส่วนใหญ่อาจารย์ให้ร้องไปตาม ความรู้สึกให้ฟังดนตรีด้วยให้รู้สึกว่าทุกอย่างมันไปด้วยกันได้”

ในชีวิตมีครูมากี่คนคะ
“ครูคนแรกอาจารย์ดวนให้ความรักความเอ็นดูเพราะเราเด็กแล้วก็ขยันซ้อม การที่ครูรักเป็นพื้นฐานที่ดีมากสำหรับเด็ก อะไรที่ทำไม่ได้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ส่วนอาจารย์ฮัคกี้ให้เทคนิคตรงนี้เสียงไม่ดีทำอย่างไรถึงจะดีขึ้น ให้โอกาสออกแสดงบ่อยๆ ทำให้มั่นใจที่จะแสดงสิ่งที่เรามีให้คนอื่นได้ฟังอีกช่วงหนึ่งที่สำคัญ มากคืออาจารย์ที่ฮังการีให้ประสบการณ์ทางดนตรีแบบไม่ประนีประนอม ต้องเป็นเลิศทำอย่างไรให้ดีที่สุดไม่ใช่แข่งให้ได้ที่หนึ่งแต่ดีออกมาจากข้างใน เราต้องทำในสิ่งที่คิดว่าทำไม่ได้แต่เราทำได้ทั้ง 3 ครูทำให้เกิดความคิดที่จะ สร้างวิธีการสอนสำหรับเด็กไทยเราได้มาจากทั้ง 3 แบบหนึ่งต้องรักเด็ก ประคับประคองเขาสองมีเทคนิคอะไรบอกให้หมดสามถ้าใครมีแนวโน้มจะเรียน ดนตรีในระดับมหาวิทยาลัย (คุณแป๋มสอนสาขาดนตรีตะวันตกภาควิชาดนตรี คณะมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) เราจะไม่ประนีประนอม”

ดนตรีมีบทบาทต่อเด็กอย่างไร
“ถ้าพูดถึงเด็กอนุบาลไปจนถึงจบม.6 ดนตรีจะช่วยพัฒนาการทั่วไปในชีวิต ให้รู้จักความงามความประณีตรู้จักทำอะไรช้าๆอดทนรอคอยความสำเร็จ มีความกล้าที่จะทำสิ่งที่สมควรทำเพื่อพัฒนาให้เขามีบุคลิกภาพภายในที่ดี คิดเป็นเข้าใจชีวิตพอสมควรถ้าแป๋มสอนเด็ก 12 ขวบร้องเพลงไม่ได้สอนอะไร เลยค่ะสอนให้เขาหาเสียงของตัวเองให้เจอให้เขาได้ฟังเสียงร้องหลากหลาย และเมื่อเขาร้องออกมาเขาต้องร้องเสียงเขาเองไม่ใช่ไปร้องเสียงคนอื่น”

ทุกวันนี้ความสุขในชีวิตคือ
“ได้ใช้ชีวิตตามปกติได้ทำงานที่ตัวเองรักที่ไม่ขัดแย้งกับความรู้สึก เข้าใจตัวเองและคนอื่นได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เท่าที่ทำได้ทุกวันนี้ก็เอาทั้งความสำเร็จ และความล้มเหลวมาขัดเกลาตัวเองไปเรื่อยๆไม่มีอะไรพิเศษกลับไปบ้าน ได้กอดสามี (คุณธีรพจน์ โกราษฎร์) แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว”
(0)
GRAZIA
RELATED TOPICS