GM's
สร้างกระทู้ใหม่ Forum ล่าสุด | 

ทำอย่างไรให้การลงทุนของเรางอกเงย

ทำอย่างไรให้การลงทุนของเรางอกเงย
• “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรใช้วิจารณญาณก่อนลงทุน” วรรคทองที่เราได้ยินกันบ่อยจนจำได้ขึ้นใจ เมื่อกำลังเกิดความโลภผุดขึ้นมาในใจตอนที่ได้เห็นโฆษณาชักชวนให้ไปลงทุนในอะไรๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ทอง คอนโดฯ กองทุน และเงินฝาก ฯลฯ
• คำถามที่ค้างคาใจนักลงทุนมือสมัครเล่นคือ‘วิจารณญาณ’ที่ว่านั้นมีหลักการอะไรบ้าง? มีสูตรสำเร็จตายตัวหรือไม่? และที่สำคัญที่สุดคือทำอย่างไรถึงจะได้มี‘วิจารณญาณ’ที่จะช่วยให้ปลอดภัยจาก‘ความเสี่ยง’ที่ว่านั้นได้
• นักลงทุนและนักเก็งกำไรหลายคนต้องผ่านการขาดทุน ความผิดพลาดต่างๆ มากบ้างน้อยบ้าง กว่าจะได้มาซึ่ง‘วิจารณ-ญาณ’ มันจะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถฝึกซ้อม ฟิตความรู้ความเข้าใจตัวเองก่อนเริ่มออกไปลุยด้วยการคุยกับผู้รู้ผู้มีประสบการณ์ การได้อ่านหนังสือดีๆและการทบทวนสถานการณ์เศรษฐกิจที่แสนจะผันผวนในทุกวันนี้อย่างใจเย็น
สะสม 2,400,000 บาท แบบคอนเซอร์เวทีฟสุดๆ
คำถามแรกสุดที่หลายคนคิดคือ “ทำไมต้องลงทุนให้เสี่ยงด้วยล่ะ?” พนักงานกินเงินเดือนที่พอจะแบ่งรายได้ประจำออกมาสักก้อนเล็กๆนำไปฝากแบงก์กินดอกเบี้ย แบบนี้ไม่มีทางขาดทุนแน่ๆอยู่แล้ว นี่คือหนทางเลือกที่คอนเซอร์เวทีฟสุดๆ และไม่ผิดอะไรเหมาะที่สุดสำหรับ
• ผู้ที่จิตใจไม่พร้อมรับความเสี่ยง
• คนสูงวัยที่ใกล้เกษียณเต็มที จำเป็นต้องรักษาเงินเก็บออมไว้ใช้
• ใครที่รวยเงินเก็บออมมากพอแล้ว
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนหนุ่มสาววัยทำงาน GM ขอบอกไว้ชัดๆ เลยครับว่าลำพังเงินเดือนประจำและดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารนั้น ไม่พอตอบโจทย์ในชีวิต และที่สำคัญคือไม่พอเลี้ยงดูตัวเองในวัยเกษียณแน่ๆและอย่างน้อยที่สุด มันสู้กับสภาพเงินเฟ้อในทุกวันนี้ไม่ได้แล้ว
ใช้ชีวิตอย่างมีวินัย ความเสี่ยงที่จัดการได้
การหาช่องทางลงทุนไว้ จึงไม่ใช่แค่เพื่อหวังรวย แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่ชี้ชะตาชีวิตเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม การลงทุนไม่ได้มีแต่คำว่า ‘งอกเงย’ และการเก็งกำไร ก็ไม่ได้มีแต่คำว่า ‘กำไร’ เพราะเราก็ยังได้ยินกันทั่วไปบ่อยๆ ว่ามีคน ‘เจ๊ง’ ขาดทุนหุ้น ขาดทุนทอง ฯลฯ เพราะในผลตอบแทนที่สูงและเร็ว ก็มีความเสี่ยงสูงตามไปเช่นกัน
นอกจากอายุและสภาพความพร้อมส่วนตัวของนักลงทุนแล้ว ‘จังหวะเวลา’ ก็เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะระยะสั้นเป็นวัน เป็นสัปดาห์หรือระยะยาวเป็นปีๆ ตัวอย่างจะดูได้จากกราฟดัชนีหุ้นไทยตั้งแต่เริ่มเปิดทำการเมื่อปี 2518 ถึงปี 2554 จะพบว่ามีทั้งช่วงที่ขึ้นต่อเนื่องไปไกลๆ และช่วงที่ทิ้งดิ่งราวกับหุบเหว
CASE STUDY เปิดพอร์ต 2 กูรูหุ้นเมืองไทย
กูรูหุ้นไทยมีมากมายหลายคน แต่ GM ได้เลือก 2 หนุ่มนี้ นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ และภาววิทย์ กลิ่นประทุม เพราะทั้งคู่ทั้งเคย‘เล่นจริง เจ็บจริง และรวยจริง’กับตลาดหุ้นไทยมาแล้ว

นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ จบวิศวกรรมไฟฟ้าในไทย ทำงานในสายอาชีพได้พักใหญ่ ก็ไปเรียน MBA ที่สหรัฐอเมริกาเมื่อราวปี 2003 ที่นั่นเขาได้รู้จักแนวคิดของ WARREN BUFFETT จึงสนใจเล่นหุ้นและเปิดพอร์ตนำเงินเก็บจากการทำงานมาเล่นเก็งกำไรหุ้นในสหรัฐฯ
ภาววิทย์ กลิ่นประทุม
ภาววิทย์ กลิ่นประทุม หรือ ‘แพท’เริ่มต้นเส้นทางสายหุ้นราวปี 2008 ที่กลับมาเมืองไทยในช่วงเศรษฐกิจโลกกำลังป่วยหนักจากวิกฤติ SUBPRIME ซึ่งภาววิทย์เองในช่วงนั้นก็เจ๊งกับการเป็นเจ้าของร้านอาหาร 5 สาขาในประเทศออสเตรเลีย ที่เจ้าตัวกล้าทำกล้าขยายตั้งแต่ยังวัยแค่ยี่สิบต้นๆและถูกโชคชะตาซ้ำเติมด้วยการเจ๊งซ้ำซ้อนในธุรกิจโรงงานกระจกที่เข้าไปลุยตลาดจีน

“จากนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง เติบโตเร็ว ผมกลายเป็นคนเป๋ไร้ทิศทาง วันนั้นคุณแม่ฝากผมให้เข้าทำงานที่ธนาคารกรุงเทพ เข้าไปช่วยงานคุณโทนี่ (ชาติศิริ โสภณพนิช)ในส่วนของนักวิเคราะห์ฝ่ายผู้จัดการใหญ่”งานนั้นได้เปิดโลกทัศน์ให้ภาววิทย์เข้าใจธุรกิจเมืองไทยและมองเห็นโอกาสของการเข้าลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งหุ้นตัวแรกที่เขาซื้อก็คือหุ้นธนาคารกรุงเทพ ที่เจ้าตัวมองว่าถูกกระแสข่าวและความกลัววิกฤติ SUBPRIME ทำจนราคาตกต่ำกว่าพื้นฐานงบการเงินที่เขาศึกษาอย่างดีแล้ววว่าหุ้นควรมีค่ามากกว่านั้น
หลักการเลือกกองทุน
“หุ้นไม่ได้เหมาะกับทุกคน มีผลสำรวจไว้ว่า 80% ของคนที่เล่นหุ้นจะขาดทุน” นรินทร์กล่าวกับ GM นรินทร์อธิบายว่าการเก็งกำไรก็คือการเล่นหุ้นที่พยายามซื้อๆขายๆ ซื้อให้ได้ถูก ขายให้ได้แพง หวังส่วนต่างของราคาหุ้นในช่วงเวลาสั้นไม่กี่วันหรือไม่กี่เดือนซึ่งคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาเล่นแบบนี้มักจะล้มเหลวผลออกมาตรงข้ามกับที่ตั้งใจไว้ มือใหม่ควรไปเริ่มสนใจที่ ‘การลงทุน’ ก่อนจะดีกว่าแล้วจะลงทุนอย่างไร นี่คือหลักการคร่าวๆ จากนรินทร์

• หาหนังสือเรื่องนี้มาอ่านค้นคว้าให้มากๆ
• ถ้าไม่มีเวลาอ่านหนังสือ ไม่อยากศึกษาเอง ให้ซื้อกองทุนฯจะดีกว่าซื้อแล้วถือไว้ อย่าไปซื้อๆ ขายๆ เพราะยิ่งเทรด มักจะยิ่งผิดพลาด
• การถือกองทุนให้มีโอกาสได้กำไรสูง ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรก็ต้องถือให้นานพอ ราวๆ 15 ปีขึ้นไป เพราะเท่ากับหนึ่งรอบวัฏจักรธุรกิจแล้ว ถือว่าลดผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจในระยะยาวมาแล้ว ส่วนใหญ่จะให้ผลตอบแทนดีกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
• การเลือกกองทุน ถ้าไม่รู้จะเลือกกองไหนดี ให้เลือกกองทุนที่เข้าซื้อหุ้นตามดัชนี SET INDEX ทุกอย่างหรือที่เรียกว่าINDEX FUND ซึ่งมีข้อดีที่มีค่าธรรมเนียมการจัดการต่ำและเคยมีผลวิจัยพิสูจน์มาแล้วว่าในระยะยาวๆ ACTIVE FUND (ใช้ผู้จัดการกองทุนเป็นคนตัดสินใจเลือกหุ้นและเลือกจังหวะเข้า-ออก) ส่วนใหญ่จะแพ้ INDEX FUND (ใช้ระบบอัตโนมัติ เข้าซื้อหุ้นแบ่งน้ำหนักตามขนาดบริษัทในตลาด และถือไว้โดยไม่มีการซื้อ-ขายเก็งกำไร)
• แต่ถ้าอยากเลือกซื้อกองทุนแบบ ACTIVE FUND จริงๆ ให้ดูกองทุนที่ทำกำไรได้ดีกว่ากองทุนอื่นๆ ย้อนหลัง เกาะ 10 อันดับแรกไป 4-5 ปี ไม่ใช่ดีแค่ปีเดียว
นอกจากหุ้นแล้ว ยังมีคอนโดฯ ที่น่าสนใจ?
คอนโดมิเนียมเป็นได้ทั้งที่อยู่อาศัย และเป็นได้ทั้งสินทรัพย์ที่ไว้ลงทุนปล่อยเช่าลงทุนเผื่อขายต่อ เมื่อมีรถไฟฟ้าผ่าน หรือซื้อ-ขายเก็งกำไรกันตั้งแต่ขั้นเป็นใบจอง โดยเฉพาะเมื่อมีกลไกการเงินมารองรับ เช่น การจอง การผ่อนดาวน์ ทำให้แม้จะมีเงินเพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งในสิบของราคาห้อง ก็เข้าไปลงทุน หรือแค่เก็งกำไรกันได้แล้ว และหนึ่งในช่องทางที่คนไทยใช้หาความรู้ด้านนี้กันมากๆ ก็คือสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะเว็บบอร์ดดังๆ เช่น PANTIP ห้องชายคาและเว็บ PRAKARD เป็นต้น
วสันต์ สอาดเย็น เป็นมัณฑนากร รับออกแบบตกแต่งคอนโดมิเนียมและบ้าน และมีงานรองเป็นนักลงทุนและเก็งกำไร
มือวางอันดับต้นๆ ของผู้ที่ได้ถูกยอมรับว่าเชี่ยวชาญด้านคอนโดมิเนียมที่สุดในโลกออนไลน์ก็คือผู้ที่ใช้นามแฝงว่า‘หมาร่าหมาหรอด’ชาวออนไลน์จะนึกถึงเขาเสมอ เมื่อจะหาคนถามข้อมูลและความน่าสนใจของทำเลต่างๆหรือโครงการคอนโดฯเก่าใหม่ทั้งหลายและวันนี้เขาเปิดเผยตัวจริงเสียงจริงกับ GM เป็นที่แรก

วสันต์ สอาดเย็น เป็นมัณฑนากร รับออกแบบตกแต่งคอนโดมิเนียมและบ้านและมีงานรองเป็นนักลงทุนและเก็งกำไรคอนโดมิเนียมและบ้านมานานหลายปี เมื่อเทียบกันระหว่าง ที่ดิน บ้าน ทาวน์เฮาส์ คอนโดฯ ทุกตัวเป็นอสังหาริมทรัพย์ซึ่งลงทุนได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาวแต่วสันต์มองว่าคอนโดมิเนียมนั้นซื้อง่ายขายง่าย หรือเรียกว่ามีสภาพคล่องดีกว่าอสังหาฯ อย่างอื่น
ชำแหละคุณค่าทอง มองอย่าง WARREN BUFFETT
ช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านไป เกิดปรากฏการณ์ ‘วันแดงเดือด’ ในตลาดทองโลก เพราะราคาดิ่งจากออนซ์ละเกือบ 1,600 เหรียญสหรัฐฯ ลงไปหลุด 1,400 เหรียญในไม่กี่วัน ทำให้ราคาทองในไทยก็พานหล่นจากกว่า 22,000 บาทลงไปต่ำหลุด 19,000 บาทไปด้วย หลังจากที่ก่อนนี้ก็ตกต่ำลงมาเรื่อยๆ จากระดับ 27,000 มาตลอดช่วง 2 ปี นั่นทำให้ทั่วโลกปรับมุมมองใหม่ที่มีต่อทองว่าไม่ใช่สินทรัพย์หลบภัยปลอดภัยมั่นคงอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นสินทรัพย์เสี่ยงและเป็นตลาดเก็งกำไรไปแล้ว

ความผันผวนครั้งนี้ทำให้สำนักข่าวต่างๆ พากันไปหยิบยกบทความของนักลงทุนชื่อดังอันดับหนึ่งของโลกอย่าง WARREN BUFFET มาถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง มันเป็นบทความในนิตยสาร FORTUNE ฉบับวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2012 มีเนื้อหาสรุปได้ว่าทองเป็นสินทรัพย์ที่ไม่งอกเงยก่อผลิตผลอะไรเลย แต่ผู้คนกลับชอบซื้อครอบครองไว้ เพราะหวังว่าใครสักคนจะมาซื้อต่อในราคาที่สูงกว่า
“ถ้าคุณมีทองคำหนึ่งออนซ์ ทองคำนั้นย่อมมีปริมาณหนึ่งออนซ์เท่าเดิมตราบจนชั่วกัลปาวสาน”
บัฟเฟตต์ให้ข้อยกเว้นไว้ว่าทองคำมีประโยชน์ในแง่ของอุตสาหกรรมและใช้เป็นเครื่องประดับได้ แต่อุปสงค์ในแง่ดังกล่าวมีอยู่จำกัด และไม่สามารถทำให้ทองเพิ่มปริมาณขึ้นได้ “ถ้าคุณมีทองคำหนึ่งออนซ์ ทองคำนั้นย่อมมีปริมาณหนึ่งออนซ์เท่าเดิมตราบจนชั่วกัลปาวสาน” ปัจจุบันทองคำทั้งโลกมีอยู่ราว 1.7 แสนตัน บัฟเฟตต์เปรียบเทียบว่า ถ้านำทองทั้งหมดมาหลอมรวมกัน จะได้ลูกบาศก์ทองคำที่กว้างด้านละ 68 ฟุต วางลงบนสนามเบสบอลได้พอดี ซึ่งที่ราคาทอง 1,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ราคาตอนที่บัฟเฟตต์เขียนบทความนี้ในปี 2012)ทองทั้งโลกก้อนนี้จะมีมูลค่า 9.6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งจะเรียกสมมุติว่าเป็น ‘ก้อน A’ ส่วน ‘ก้อน B’ สมมุติให้เป็นการนำเงินเท่ากัน คือ 9.6 ล้านล้านดอลลาร์ ไปซื้อไร่นาทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา 400 ล้านเอเคอร์ ซึ่งทำรายได้รวมกันปีละ 2 แสนล้านดอลลาร์ แล้วก็ยังมีเงินเหลือไปซื้อหุ้นบริษัทน้ำมัน EXXON MOBIL ได้อีกถึง 16 บริษัท (สมมุติว่ามีบริษัทนี้ 16 แห่งให้ครอบครอง ซึ่งแต่ละแห่งทำกำไรได้ปีละ 4 หมื่นล้านดอลลาร์) เสร็จแล้วก็ยังมีเงินเหลืออีกถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ไว้ให้อุ่นใจบัฟเฟตต์ถามจี้ใจดำว่า ถ้าให้เลือกจะมีนักลงทุนคนไหนในโลกไหม? ที่มีเงิน 9.6 ล้านล้านดอลาร์ แล้วไปเลือกซื้อก้อน A แทนที่จะซื้อก้อน B? บัฟเฟตต์มั่นใจว่า ‘ก้อน B’ ชนะขาด เพราะมูลค่า 9.6 ล้านล้านดอลลาร์จะทวีมูลค่าต่อไปในอนาคตระยะยาวด้วยตัวมันเองในขณะที่ก้อน A ไม่สามารถสร้างผลิตผลอะไรใดๆได้ทั้งสิ้นจะอาศัยก็แต่ความรู้สึก ‘โลภ’ เก็งกำไรเป็นกระแสแห่ตามในบางช่วง และความรู้สึก ‘กลัว’ ในสินทรัพย์อื่นเป็นพักๆ เท่านั้น
ฟิตกว่า รวยก่อน เรียนรู้ก่อนจะเป็นแมลงเม่า
‘ความไม่รู้ คือความเสี่ยง’ ฉะนั้น ก่อนอื่นใดทั้งหมดการลงทุนที่ดีที่สุดก็คือการลงทุนในตัวเองลงแรง ลงเวลาพัฒนาตัวเอง ทั้งลงทุนหาหนังสือดีๆมาอ่านให้แตกฉานลงแรงอ่านข่าวธุรกิจเศรษฐกิจต่างๆอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อให้ทันโลกทันกระแสแล้วนำมาตกผลึกรวมกันเพื่อ‘ตัดสินใจอย่างมีเหตุผล’ทบทวนเหตุผลนั้นอยู่เสมอว่ายังใช้ได้หรือไม่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป GM คิดว่าสิ่งที่หลายคนมองข้าม คือเตรียมความพร้อมทางสุขภาพจิตใจให้มี ‘สติ’ และสมาธิพอ พร้อมรับความไม่แน่นอนและความผันผวนต่างๆได้ เพื่อที่การลงทุนจะได้ไม่กลายเป็นสิ่งที่มาสร้างความเครียด กระทบไปถึงสุขภาพร่างกาย จิตใจ การงาน การเรียน หรือความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวและคนรอบข้างอย่างที่ ‘แมลงเม่า’หรือแม้แต่นักลงทุนทั้งสมัครเล่นหลายคนทั่วโลกเคยประสบมาแล้วไม่ว่าจะหุ้น ทอง ห้อง ที่ดิน หรือสินทรัพย์อะไรก็ตาม ดูเหมือนจะมีแก่นแท้เดียวกันคือความไม่แน่นอนและมุมมองที่แตกต่างกัน เพราะในราคาเดียวกัน เวลาเดียวกัน กลับมีทั้งคนที่อยากขาย และมีคนที่อยากซื้อ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือตัวเราเองต้องมีเหตุผลที่ชัดเจนบนหลักการที่เป็นระบบ‘วินัย’ ป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะกับตัวเองที่สุดเพื่อที่จะได้ไม่วูบไหวไปตามกระแสหรือถูกชักจูงให้ไขว้เขวไปมาซึ่งในระยะยาวแล้วมีแต่จะพาให้เสียหาย
เราจะเชื่อใครดี ?
GM : จะเลือกอ่านตำราหุ้นทั้งหลายอย่างไรดี ?
นรินทร์ :บางคนเหมาะกับการดูกราฟแนว TECHNICAL บางคนเหมาะกับหุ้นปันผลถือนิ่งๆ ฉะนั้นตำราบางเล่มก็เหมาะกับบางคนเท่านั้น สำหรับผมนะ หนังสือที่ต้องอ่านก็น่าจะเป็นที่เกี่ยวกับ WARREN BUFFETT สักเล่ม กับ ‘ตีแตก’ ของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ, ‘ONCE UP ON WALLSTREET’(เหนือกว่าวอลสตรีท)ของ PETER LYNCH เพื่อสร้างความรู้ไม่ว่าจะเล่มไหนมือใหม่ต้องอ่านเพื่อให้เข้าใจวิธีต่างๆ แล้วดูว่าเราเหมาะกับแบบไหน ทุกวิธีสามารถทำให้คุณประสบความสำเร็จได้และทุกวิธีก็สามารถทำให้ล้มเหลวได้
(0)
GM
RELATED TOPICS
362 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
515 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
495 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ