lonely planet traveller's
สร้างกระทู้ใหม่ Forum ล่าสุด | 

ทริปนี้ขับรถเที่ยวปราณฯ..เมืองแห่งขุนเขาริมทะเลอันเงียบสงบ..อีกเต็มไปด้วยสีสันของชีวิต

ทริปนี้ขับรถเที่ยวปราณฯ..เมืองแห่งขุนเขาริมทะเลอันเงียบสงบ..อีกเต็มไปด้วยสีสันของชีวิต
เสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์บอกความพร้อมของการเดินทางครั้งใหม่ ความสดชื่นของทะเลยามฝนพร่ำเรียกร้องให้ต้องเหยียบคันเร่งล่องใต้เลาะเลียบชายฝั่งทะเลอ่าวไทย จากอารมณ์หวานปนเศร้าเหนือเส้นขอบฟ้าเมืองแห่งสายลม สู่ความชุ่มฉํ่าและมนต์ขลังของขุนเขา ก่อนกล่าวลาด้วยรสชาติจากจานอาหารตำรับปากนํ้าที่เป็นดั่งจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมสำรับปักษ์ใต้

เส้นทางที่ตัดตรงและยาวตลอดจากกรุงเทพฯ สู่ปักษ์ใต้ถือเป็นที่สุดแห่งความน่าเบื่อหน่ายในการขับรถ แต่กระนั้นก็ยังมีนักแสวงหาไม่น้อยที่ละเลยข้อครหาแล้วเลือกประตูสู่ภาคใต้ไว้เป็นดั่งที่พักกายและใจในช่วงวันหยุดอันแสนสั้น เพราะเพียงแค่หลุดจากการจราจรอันแสนอึดอัดในมหานครมาได้ก็สามารถเร่งสปีดทำเวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง จากถนนเพชรเกษมเลี้ยวลัดสู่เส้นทางเลียบอ่าวไทย ในเมืองแห่งสายลม “ปราณบุรี”
ในวันธรรมดาปราณบุรีดูคล้ายกับสาวในอารมณ์หม่นเศร้า แต่พลันที่อรุณแรกของวันเสาร์เริ่มต้นขึ้นความสดใสครึกครื้นก็กลับคืนมา
นับเป็นโชคของปราณบุรีที่ไม่มีคอมมูนิตีมอลล์ ธีมพาร์ก หรือคลับบาร์เสียงดังอึกทึกไว้ดึงดูดนักท่องเที่ยว ผลจึงกลายเป็นว่าตัวตนที่แท้จริงของปราณบุรีเป็นดั่งกระดาษกรองชั้นดีในการเลือกผู้ที่จะเดินเข้ามา และเท่าที่เห็นก็จะมีเพียงคู่รัก ครอบครัว และชาวต่างชาติผู้รักที่จะฟังเสียงธรรมชาติอย่างแท้จริงเท่านั้น

จากภาพ: ชุดนํ้าชายามบ่ายสไตล์โมร็อกโกที่ Villa Maroc อาณาจักรโมร็อกโกริมทะเล แม้จะถูกจองเต็มด้วยคู่ฮันนีมูนตลอดปีอยู่แล้ว ทว่าก็ยังเพิ่มเติมนํ้าตาลลงทะเลด้วยการเสิร์ฟชุดนํ้าชาอาระเบียนริมหาด ซึ่งก็ไม่น่าเชื่ออีกเช่นกันว่าจะเป็นกิจกรรมยามบ่ายยอดนิยมไม่น้อยหน้าห้องนํ้าชาในกรุงเทพฯเลยทีเดียว
เรือประมงพื้นบ้านต่างเข้ามาหลบมรสุมที่เวิ้งอ่าวริมเขาหัวกะโหลก
หากได้ลองขับรถล้อเสียงคลื่นตั้งแต่ปากนํ้าปราณบุรีตรงเรื่อยไปจนกระทั่งถึงเขากะโหลก สิ่งที่เห็นจนเจนตา ได้แก่ กลุ่มบ้านตากอากาศดีไซน์กล่องไม้ขีดหลากสีที่ตั้งขึ้นกลางระหว่างบูติกรีสอร์ตหรูขนาดเล็กมากมาย น่าแปลกที่ชื่อของเขากะโหลกไม่ได้ทำให้ผู้คนหวาดกลัว หรือเชื่อว่าไม่เป็นมงคลอย่างที่ชาวประมงรุ่นคุณตาบอกกล่าว ตรงกันข้ามเมื่อเอ่ยถึงเขากะโหลกย่อมหมายถึงสงบ โรแมนติก จนทำให้รีสอร์ตหลายแห่งที่เปิดมานานต้องปรับรสชาติให้หวานตามเทรนด์ที่กำลังเป็น
แวะชิมพาสตาเนื้อปูสดจานอร่อยจาก Pranberry
คุณปั๋ม หนึ่งในหุ้นส่วน Pranberry บอกเล่าถึงความใสซื่อของปราณบุรีที่ชวนให้เธอกับผองเพื่อนต้องบึ่งรถจากกรุงเทพฯ มาสูดกลิ่นไอทะเลในเกือบทุกสุดสัปดาห์

“สมัยก่อนปราณบุรีเงียบกว่านี้อีก มีบ้านพักตากอากาศไม่กี่หลัง ส่วนหนึ่งเพราะการเดินทางที่ค่อนข้างไกล ต้องขับรถมาเท่านั้น นักท่องเที่ยวก็เลยหยุดอยู่แค่หัวหิน แต่เมื่อหัวหินเริ่มเต็ม คนก็เลยเริ่มสนใจปราณบุรีซึ่งไม่มีทั้งห้าง ไม่มีสิ่งบันเทิง แต่มีความเงียบสงบ วันธรรมดาเงียบมาก แต่วันเสาร์ห้องพักทุกที่เต็มโดยไม่สนว่าจะเป็นโลว์หรือไฮซีซัน”

และเมื่อมาบ่อยเข้าจึงตัดสินใจสร้างร้านอาหารโฮมเมดเล็กๆ หวังเป็นงานอดิเรกที่เปิดกิจการเพียงสุดสัปดาห์ แต่สุดท้ายกลับมาลงตัวที่คำว่า Bed & Breakfast อันแปลได้ว่า บ้านดินกลางสวนขนาด 2 หลัง ที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายล้อไปกับห้องอาหารมุงหญ้าคาที่เปิดโล่งมีทรายนุ่มเท้าต่างพื้นปูน และจัดเสิร์ฟโฮมเมดจานง่ายที่ไม่มีคำว่าธรรมดา
น้ามาลัย เจ้าของบ้านพักน้ามาลัยแนะนำให้รู้จักหาดนมสาว หรืออีกชื่อก็คือหาดสามร้อยยอด
จริงอยู่ว่าน้ามาลัยเป็นคนต่างถิ่นที่บังเอิญได้เข้าไปรู้จักหาดเงียบๆแห่งนี้ แต่ครั้นเมื่อรู้จักก็เริ่มตกหลุมรักจนสร้างบ้านพักสำหรับญาติมิตร

“บรรยากาศที่นี่ไม่เหมือนปราณบุรีก็ตรงที่ไม่มีรีสอร์ตไปตั้งอยู่บนหาด นักท่องเที่ยวสามารถจอดรถลงเล่นนํ้าทะเลหรือลงไปนั่งปูเสื่อกินข้าวตรงไหนก็ได้ ชาวบ้านเองก็ยังรักษาวิถีชีวิตแบบเดิมๆ เช่น ตากหมึกกันหน้าหาดได้ส่วนรีสอร์ตร้านอาหารก็ยังมีไม่มาก มีแต่คนที่เขาชอบความเงียบสงบจริงๆ ที่มา ส่วนใหญ่เป็นฝรั่งที่มาอยู่นานเป็นเดือนๆ”

และเมื่อต้องเลือกบั้นปลายชีวิตน้ามาลัยก็เลือกที่จะเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนใหม่ในบ้านไม้หลังเล็กที่อบอวลไปด้วยมิตรภาพ หลายเสียงในอินเทอร์เน็ตชื่นชมในนํ้าใจ ความเอาใจใส่ของเจ้าของบ้าน หลายคนแม้ขับรถผ่าน แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะแวะเข้ามาชิมอาหารฝีมือน้ามาลัยให้หายคิดถึง
แวะพักริมหาดทรายที่ บราเซีย โคซี่ บีช (Brassiere Cozy Beach) สุดโรแมนติก
เราหักพวงมาลัยเข้าสู่ทางสายเล็กไร้ผู้คนที่เชื่อมไปยังอีกมนต์เสน่ห์ของหาดนมสาว บราเซีย โคซี่ บีช (Brassiere Cozy Beach) คือจุดหมายสุดท้ายของวัน ทว่า ณ ที่นั่นคือความโรแมนติกแรกบนหาดทรายที่เริ่มก่อตัวเมื่อ 10 ปีก่อน

หุบเขาสามร้อยยอดได้ซ่อนซุกห้องพักขนาด 12 ห้องในกระท่อมสีขาวอย่างเมดิเตอร์เรเนียนได้อย่างมิดชิด แม้จะเปิดมานานนับ 10 ปี ทว่าเป็น 10 ปีดูเหมือนเวลาจะหยุดหมุนไว้ที่ภาพความโรแมนติกของรีสอร์ต อันเกิดจากการนำงานเย็บปักถักร้อยของเจ้าของมาตกแต่งม่านลูกไม้ ปลอกหมอน ผ้าใบขึงเตียงชายหาด ของแต่งห้องกระจุกกระจิกทุกชิ้นรวมทั้งพวงกุญแจห้องบราเซียลายดอกไม้ตัวจิ๋วก็ล้วนเป็นงานฝีมือของผู้เป็นเจ้าของทั้งสิ้น และสิ่งสำคัญที่ทำให้รีสอร์ตที่เปิดเป็นแห่งแรกๆ ยังคงความมีชีวิตชีวาก็ด้วยความเป็นคนขยันแต่งเติมของพนักงานที่คอยเก็บดอกไม้มาเติมแต่งมุมต่างๆ ในรีสอร์ตทุกเช้า
ค่างแว่นถิ่นใต้ซึ่งเป็นเจ้าถิ่นที่เขาล้อมหมวก พวกมันเชื่องและเป็นมิตรมาก
ค้างแว่นถิ่นใต้หน้าตาเหมือนคนใส่แว่นต่างอุ้มลูกน้อยขนสีทองออกมาต้อนรับทันทีที่ได้ยินเสียงมนุษย์ แรกทีเดียวพวกมันคงนึกว่าคนเหล่านี้จะมาให้อาหารตามความเคยชิน ค้างแว่นกว่า 20 ชีวิตจึงกระโดดโผนต้นไม้ออกมาโชว์ตัวอย่างครึกโครม แต่พอมันรู้ว่าไม่มีถั่วของโปรด พวกมันก็จะกลับไปซ่อนตัวอย่างเงียบเชียบเช่นเดิม
เส้นทางเลียบเชิงเขาสามร้อยยอด
แม้ประจวบคีรีขันธ์จะไม่มีถนนเลียบหาดยาวอย่างที่หลายคนฝัน ทว่าเข้ามาขับเลาะเชิงเขาสามร้อยยอดที่มีทะเลประจวบแนบขนานอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็สามารถลบภาพวิวทิวทัศน์อันแสนน่าเบื่อได้อย่างฉับพลัน ความพิเศษของเส้นทางสายนี้อยู่ที่ธรรมชาติ ผืนดินอันแห้งแล้งด้วยความเค็มทำให้พืชพันธุ์ที่เจริญเติบโตได้ดี มีเพียงต้นหญ้าและดงอ้อ ความระอุของไอแดดกลางฤดูร้อนทำให้ตลอดทั้งใบกลายเป็นสีเหลืองทอง ผิดกับยามฝนโปรย ที่ดินทั้งผืนจะถูกแต้มไปด้วยสีเขียวอ่อนของทุ่งหญ้าผืนใหญ่ ทิ้งให้อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดหยอกเย้าสายหมอกเป็นฉากอยู่ด้านหลัง

“กาลครั้งหนึ่งแถบนี้คือทะเล มีเกาะแก่งมากมายเรือสำเภาลำหนึ่งแล่นมาแล้วล่ม คนบนเรือนับร้อยต่างหนีตายไปเกาะเอาโขดหินกลางทะเลไว้ เขาเลยเรียกแถวนี้ว่าสามร้อยรอด”

นิทานพื้นบ้านของชาวประจวบฯ กล่าวไว้เช่นนั้น อาจจะด้วยเวลาหมุนเร็วจนนํ้าทะเลลดและเปลือกหอยทับถมจนโขดหินกลายเป็นภูเขา ชื่อของสามร้อยรอดจึงเพี้ยนเปลี่ยนมาเป็นสามร้อยยอดเช่นปัจจุบัน และการชมสามร้อยยอดที่สวยที่สุดก็คือการล่องเรือหรือไม่ก็พายคายักชมป่าชายเลนที่มีเขาสามร้อยยอดโอบกอดอยู่ด้านหลัง
ความยากของการพิชิตเขาล้อมหมวกอยู่ที่การใช้กำลังแขนโหนเชือกข้ามโขดหินที่ค่อนข้างลื่น และบางช่วงชันเกือบ 90 องศา
“ถ้าฝนตกแนะนำว่าอย่าขึ้นนะคะ ทางชัน ลื่น มีบันไดขึ้นแค่ 400 กว่าขั้น ที่เหลือต้องปีนเชือกแล้วก็บันไดลิง” พนักงานต้อนรับของอาคารที่พักฟ้าชมคลื่นของกองทัพอากาศให้คำแนะนำ จากฟ้าชมคลื่นสามารถเดินไปเขาล้อมหมวกได้ไม่ไกลนัก และทันทีที่แดดออก สองเท้าก็ก้าวขึ้นบันไดสู่ยอดเขาเป็นที่เรียบร้อย

ครึ่งชั่วโมงผ่านไปกับการขึ้นบันไดราว 400 ขั้นที่ลื่นด้วยเศษใบไม้อุ้มนํ้า ในที่สุดทางเดินสะดวกโยธินก็มาจบลงตรงเชือกเส้นใหญ่ที่ยึดโยงกับต้นไม้คอยทำหน้าที่นำทางสู่ผืนป่า ดินลูกรังร่อนติดรองเท้าช่างเป็นอุปสรรคที่ทำให้แต่ละก้าวต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น แต่ที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือการดึงตัวเองผ่านโขดหินขนาดใหญ่ที่บางก้อนก็ชันเกือบจะ 90 องศา
มุมสูงจากยอดเขาล้อมหมวกที่มองเห็น 5 อ่าวของประจวบฯ แบบ 360 องศา
ยิ่งขึ้นสูงต้นไม้สองข้างทางยิ่งบางตา จนเผยให้เห็นเกาะแก่งเล็กใหญ่อยู่เบื้องล่าง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสถานที่แห่งนี้ถึงเป็นชัยภูมิชั้นดีในการศึกสงคราม เพราะเมื่อโหนเชือกผ่านหินผามาถึงยอดสูงสุดซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท ก็พบกับวิวพานอรามาที่เผยให้เห็นความโค้งเว้าของอ่าวถึง 5 อ่าว อันได้แก่ อ่าวมะนาวอ่าวน้อย อ่าวประจวบฯ อ่าวคั่นกระได และอ่าวคลองวาฬยอมรับเลยว่าใจหนึ่งอยากจะรอถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกเหนืออ่าวทั้ง 5 ให้หนำใจกับที่ต้องอาบเหงื่อต่างนํ้าใช้เวลาร่วมชั่วโมงปีนป่ายขึ้นมา แต่เมื่อคิดถึงความยากกว่าในการโรยตัวกลับลงไปแล้วก็ให้จำต้องเปลี่ยนใจรีบลงก่อนที่อาทิตย์จะหมดแสง ดูจะเป็นคำตอบที่เข้าท่ากว่าเพราะหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นแน่นอนว่ามีน้อยคนนักที่จะมาพบเจอ เพราะกว่าครึ่งของคนที่เดินขึ้นมามักถอดใจและย้อนกลับออกไปตั้งแต่เห็นว่าไม่มีทางบันไดให้เดินสบายอีกต่อไปแล้ว
แวะคุยกับผู้บริหารเกาะทะลุ ไอส์แลนด์ รีสอร์ท ผู้มีหัวใจอนุรักษ์ปะการังทะเล
ความสนุกสนานของการได้ปลูกปะการังเป็นสิ่งที่นักเดินทางจะได้รับเป็นอย่างแรก แต่เมื่อเขาเหล่านั้นได้มีโอกาสหวนกลับมาดำนํ้าที่เกาะทะลุอีกครั้ง หัวใจดวงเล็กๆ จะเริ่มพองฟูให้กับแปลงปะการังที่เคยดำนํ้าลงไปปลูกด้วยสองมือ แต่เวลา 3 ปีผ่าน ปะการังอ่อนเหล่านี้ได้แตกยอดเติบโตหลอกล่อฝูงปลาให้ขยับเข้ามาว่ายเคียงคู่

“หลายปีก่อนเราใช้ท่อพีวีซีเป็นฐานในการยึดปะการัง แต่ตอนนี้เราพบว่าปะการังโขดก็ใช้ได้ นำยอดปะการังอ่อนปักลงไป อัดด้วยเปลือกหอยให้แน่น อาจจะมีนํ้าพัดเสียหายบ้างแต่ส่วนใหญ่ก็ยังรอด”

คุณเผ่าพิพัฒน์ เจริญพักตร์ ผู้บริหารรีสอร์ตเริ่มลงมือสาธิตวิธีปลูกปะการัง ก่อนที่จะดำดิ่งนำปะการังอ่อนไปอนุบาลไว้ใต้ทะเลบริเวณหน้าอ่าวมุก ซึ่งเป็นเวิ้งอ่าวสำหรับบังลมมรสุมประจำปี และด้วยเหตุที่เป็นแนวปะการัง บริเวณนี้จึงเป็นแหล่งดำนํ้าตื้นชั้นดีที่แม้แต่นั่งอยู่บนเรือก็สามารถมองผ่านผิวนํ้าลงไปเห็นปะการังสีม่วงอ่อนพลิ้วไหวได้อย่างชัดเจน
อาสาสมัครมาขัดกระดองเต่าที่เกาะทะลุ
การฟื้นตัวของปะการังไม่ได้นำพาแค่ฝูงปลากลับคืนมาเท่านั้น ในคืน 15 คํ่ากลางปี 2009 ความอุดมสมบูรณ์ของเกาะทะลุยังนำพาเต่ากระพันธุ์หายากให้ขึ้นมาวางไข่ถึงหน้ารีสอร์ต จากไข่ไม่กี่ฟองเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นหลักร้อยหลักพัน ดังนั้นกิจกรรมอนุบาลลูกเต่าก่อนปล่อยคืนสู่ท้องทะเลจึงเกิดขึ้น “เต่าจะขึ้นมาวางไข่ประมาณเดือนมิถุนายน กรกฎาคม พอพระจันทร์เต็มดวง สัญชาตญาณจะทำให้พวกมันขึ้นมาวางไข่ จากนั้นก็กลับลงทะเล เราก็ทำหน้าที่แค่เอาไข่มาอนุบาลให้แข็งแรงแล้วก็ปล่อยคืนสู่ทะเล มันเหมือนพวกเขาคงรู้ว่าที่นี่ปลอดภัย ไม่มีใครรบกวน ปีต่อมาเขาก็กลับมาวางไข่ที่นี่อีก แถมยังชวนเพื่อนเต่าตัวอื่นๆ มาด้วย
ความสดของอาหารทะเลเมืองชุมพรท้าพิสูจน์ได้ด้วยเมนูรํ่าสุรา
ปลาอกแร ปลากุแร ปลาหลังเขียวหรือปลาแชลั้น ปลาเดียวกันแต่เรียกตามแต่สำเนียงของแต่ละถิ่น ในตำรับเพชรบุรีมักนำปลาชนิดนี้มาเสียบไม้ตากแห้งเป็นปลาเค็มส่วนที่ชุมพรการกินปลาอกแร้ให้อร่อยต้องแล่เอาแต่เนื้อสีชมพูทำเป็นปลาดิบ เปลี่ยนจากโชยุผสมวาซาบิเป็นนํ้าพริกเขียว รสเปรี้ยว เผ็ดจี๊ด แต่แอบหวานปะแล่มด้วยการตำขนมถั่วตัดเนื้อแข็งคล้ายนํ้าตาลคาราเมลผสมลงไป โดยเคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่ความสดที่สามารถดึงเอาความหวานที่แท้จริงของเนื้อปลาออกมา

“กินอาหารทะเลที่นี่แล้ว ไปกินที่อื่นไม่อร่อยเลยเพราะมันไม่สด ที่ปากนํ้าชุมพรนี่เรือจะมาขึ้นที่แพปลาทุกเช้า แม่ค้าเขาก็จะไปแย่งซื้อปลาสดมาขายกัน ถ้าเป็นร้านอาหารทะเลก็จะซื้อจากชาวประมงที่เขาออกเรือเล็กไปจับมาทุกวัน”

มิตรสหายจากปากนํ้าชุมพรกล่าวเช่นนั้น และนั่นทำให้ทุกเช้าคลองที่แยกจากทะเลเข้าสู่ปากนํ้าชุมพรจึงจอแจไปด้วยประดาเรือล่องเข้าออกเพื่อมาเทียบท่าที่แพปลากว่า20 แห่ง จากนั้นก็แยกปลาชนิดต่างๆ ใส่ตู้คอนเทนเนอร์ส่งเข้าแม่กลองและกรุงเทพฯ อย่างไม่รอช้า
ภาพความคึกคักของปากนํ้าชุมพรจากมุมสูงสุดของเมืองบนยอดเขามัทรี
แม้ปากนํ้าฯ จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและทำให้ย่านเมืองเก่าแห่งนี้ครึกครื้นกว่าตัวเมืองชุมพรหลายเท่าแต่ความคึกคักที่ว่าต่างกระจุกตัวอยู่แค่แถบแพปลา ส่วนในตลาดเรื่อยมาถึงย่านห้องแถวไม้เก่านั้น ชีวิตกลับดำเนินไปอย่างราบเรียบ เช้าตรู่อย่างนี้ ข้าวต้มและข้าวแดงผัดซอสเย็นตาโฟดูจะเป็นเมนูง่ายที่ขายดีกว่าข้าวแกงปักษ์ใต้รสแสบท้องอยู่มากนัก โดยเฉพาะร้านป้าเอี้ยงที่เปิดขายตั้งแต่ตี 4 และยังไม่ทัน 7 นาฬิกาดีก็เกลี้ยงหม้อ

“ถ้วยเล็กเล็ก 5 บาท ถ้วยใหญ่ 10 บาท” ป้าเอี้ยงยืนยันที่จะขายราคาอย่างที่เมื่อกว่า 10 ปีเป็นมา โดยไม่สนว่าหมูจะขึ้น หรือข้าวจะแพง ป้าเอี้ยงขอแค่กำไรพอเลี้ยงสองตายาย และอยากให้เด็กๆ ที่ไม่มีเงินมากนักได้กินข้าวต้มร้อนๆ ก่อนไปโรงเรียน โดยข้าวต้มป้าเอี้ยงนั้นแม้จะถูก แต่อุดมไปด้วยหมูและเลือดหมูชิ้นน้อยหั่นลูกเต๋า กินคู่ทอดมันปลาราดนํ้าจิ้มรสหวานลงไปผสมโรงสักนิดก็ครบสำรับอย่างชาวชุมพร
เฮียกวงผู้นำเทรนด์แฟชั่นในยุคเก่า ซึ่งนำเข้าจากเมืองนอกมาขายที่ร้านไทยสมัย
ความเงียบเชียบของเมืองปากนํ้าฯ ทำให้เราขอทำตัวอ้อยอิ่งเดินเลาะห้องแถวเก่า ถ่ายรูปเล่นไปเรื่อย สิ่งที่บอกว่าย่านนี้เคยเจริญรุ่งเรืองได้เป็นอย่างดีเห็นจะเป็นบทสนทนาระหว่างเจ้าของร้านไทยสมัยวัย 90 ปี เฮียกวงเป็นชาวจีนแคระ ผู้อยู่บนแผ่นดินปากนํ้ามากว่า 60 ปี แม้เสื้อผ้าบนราวไม้และของกระจุกกระจิกในร้านจะถูกหยักไย่โยงใยจนดูเก่า แต่ภายใต้ฝุ่นหนาและการจัดวางอันระเกะระกะ คืองานดีไซน์และแฟชั่นที่โมเดิร์นที่สุดในยุคนั้น ไม่นับรวมของเล่น ของจิปาถะในตู้ไม้ใบเก่าที่เฮียกวงนำเข้าจากเมืองฝรั่งแทบทั้งนั้น
ปลาสดใหม่ตัวใหญ่จากอ่าวไทยสามารถหาซื้อได้ที่แพปลาในทุกเช้า
มาถึงชุมพรก็แน่นอนว่าต้องตระเวนหาอาหารทะเลสดใหม่ลิ้มลอง และชื่อของครัวเจ๊อ่างตั้งอยู่ริมทางไปหาดทรายรีก็เข้ามาเป็นอันดับ 1 ของทุกทัวร์ ร้านวิวทะเลไม่ได้ตกแต่งให้หรูหรามากไปกว่าการเน้นเรื่องความสดของอาหารจานทะเลเป็นสำคัญ ส่วนเมนูจากป่าต้องยกให้ใบเหลียงที่ไม่ว่าจะนำมาทอดกรอบราดนํ้ายำ หรือผัดไข่ก็อร่อยได้เช่นกัน

ระหว่างลิ้มรสออส่วนทอดกรอบเสิร์ฟบนกระทะร้อนที่พนักงานในร้านแนะนำ ชาวประมงที่ยืนนิ่งแช่นํ้าทะเลอยู่เนิ่นนานก็เดินถือคันเบ็ดกลับขึ้นมา “พี่ๆ ได้ปลาอะไรมา” ... “ปลาทรายรู้จักไหม”

เดินออกจากฝั่งไปแค่ระดับนํ้าถึงเอว ความอุดมสมบูรณ์ของชายฝั่งก็บันดาลให้ได้ปลาทรายเป็นของฝากจากท้องทะเลกลับมา มิน่าชาวทะเลถึงมิเคยอดอยาก ขอเพียงแค่อ่านลมฟ้าและฤดูกาลให้ออกว่าจะชักนํ้าปลาปูชนิดไหนเข้ามาเท่านั้นเอง
แวะชมผ้าบาติกจากร้านยุ้ยที่มีลวดลายและเทคนิคโมเดิร์น ไม่ต่างจากงานศิลปะ
ระหว่างทางนอกจากจะเจอร้านอาหารทะเลแบบพื้นบ้านเรียงรายแล้ว กลุ่มผ้าบาติกริมทางก็เป็นอีกทางผ่านที่น่าแวะเวียน เพราะแม้จะเป็นบาติกจากดีไซเนอร์พื้นบ้านที่หลายต่อหลายคนปรามาสว่าเชย แต่เมื่อได้เข้าไปเลือกชมจะพบว่านอกจากลวดลายปู ปลา รวมทั้งลายดอกไม้ประจำจังหวัดต่างๆ ที่หน่วยงานราชการสั่งทำแล้ว ร้านบาติก เช่น ยุ้ยบาติก ยังสร้างสรรค์ผลงานใหม่ เช่น การลงพื้นดำ การสาดสีแทนการเขียนเทียน เป็นต้น บางผลงานถ้าส่งเข้ากรุงเทพฯ จะต้องถูกตั้งราคาไม่ตํ่ากว่าหลักพัน แต่ที่นี่กลับขายเพียงไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้นเอง
ก่อนกลับ แวะซื้อเมล็ดกาแฟโรบัสตารสขมเข้มแห่งบ้านถํ้าสิงห์ที่เก็บรักษาไว้ในเปลือกบางที่เรียกว่ากะลา
นอกจากเรื่องราวบนจานอาหารและงานบาติกแล้วชุมพรยังมีรสชาติขมเข้มของกาแฟโรบัสตาที่ทำให้คอกาแฟต้องติดใจ คุณอารีนา ทองประดับ เจ้าของร้านกาแฟกลางสวน Cera Garden ก็เป็นอีกคนที่หยิบเอาคาแรกเตอร์อันเป็นอัตลักษณ์ของกาแฟชุมพรมาปรุงเป็นเมนูเด่น พร้อมกันนั้นก็ไม่ลืมที่จะเติมกาแฟอะราบิกาของภาคเหนือลงไปผสมเพื่อความหอมให้มากขึ้น และอีกเมนูที่เด่นไม่น้อยหน้าคือชาจี๊ด ที่นำส้มจี๊ดมาผสมกับความหอมอ่อนๆ ของชาซีลอน ดับกระหายคลายอากาศร้อนของปักษ์ใต้ได้อย่างชะงักงัน

“ถ้าอยากจะไปชมแหล่งปลูกกาแฟไม่ต้องไปไกลถึงเขาทะลุหรือหลังสวนหรอก ที่ถํ้าสิงห์ก็ปลูกกาแฟขายกันทั้งหมู่บ้าน”

เราทิ้งถํ้าสิงห์และฝนปักษ์ใต้ที่ตกอย่างไม่ลืมหูลืมตาไว้เบื้องหลัง 1 สัปดาห์นับจากกรุงเทพฯ เป็นจุดสตาร์ตเลาะชายฝั่งอ่าวไทยลงสู่ประตูภาคใต้ ช่างมีความสนุกและสีสันในแต่ละวันที่ไม่ซํ้ากันเลยสักนิดเดียว หลงทางเปิดกระจกถาม ซอกแซกตามเส้นทางใหม่ คํ่าไหน นอนนั่นนี่สินะที่เป็นความสุขของการขับรถเที่ยวอย่างแท้จริง...
(0)
lonely planet traveller
RELATED TOPICS
9 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
9 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
11 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
9 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
10 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
17 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
16 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
15 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
14 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
28 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
26 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
26 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
32 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
27 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
28 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
26 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
29 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
30 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
36 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
25 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ