อนุสาร อสท's
สร้างกระทู้ใหม่ Forum ล่าสุด | 

ถอดรหัสป่า ตอนที่ 3 จากป่ากลับสู่เมือง

ถอดรหัสป่า ตอนที่ 3 จากป่ากลับสู่เมือง
วันที่สามถือว่าเป็นวันที่หนักที่สุด ด้วยต้องแบกสัมภาระทั้งหมด ระยะทางไกลที่สุด และเป็นเส้นทางใหม่ของทั้งครูและนักเรียน

ครูบอยและครูเอ็กซ์นำทางทิ้งช่วงห่างกับเราพอสมควร เพื่อไปสำรวจเส้นทางใหม่ก่อนล่วงหน้า ถึงตอนนี้เราสังเกตเห็นความเครียดบนหน้าของครูโอและครูอีฟที่รั้งท้ายกับกลุ่มพวกเราได้ชัดขึ้น เพราะครูกลัวพวกเราจะเหนื่อยจนทิ้งช่วงห่างและพลัดหลงกันในเส้นทางใหม่

ครูบอยเดินนำแกะรอยพรานตามถนนสายเก่าขึ้นเนินไปเรื่อย ๆ แต่แล้ว รอยนั้น ก็หายไป สิ่่งที่ทำ ได้คือ บอกให้ทุกคนเข้าใจสถานการณ์ว่ากำลังหลง ทุกคนเข้าใจและรู้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือย้อนกลับทางเดิม

จุดหมายอยู่ทางทิศเหนือ เหตุใดเรากลับต้องเดินย้อนไปทางทิศใต้เกือบครึ่งวัน เพื่อจะหาทางวกกลับขึ้นมาทางเหนือ ไม่ตัดลิ่ว ๆ ไปเลย

“ในป่า อย่าตัดลัดแม้จะเห็นเป้าหมายอยู่เบื้องหน้า ไม่ว่าทางนั้นจะอ้อมไกลแค่ไหน ก็ให้เพียรไปตามเส้นทางนั้น”

เดินมาไม่ไกลเราหลงอีกครั้งด้วยคิดว่าลำห้วยเล็ก ๆ จะพาเราไปพบคลองใหญ่ได้ แต่เมื่อพิจารณาแล้วหนทางลำบากเกินไป ทุกคนมองหน้า แทบไม่ต้องพูดอะไร เข้าใจบทเรียนนี้ดีว่าต้องย้อนกลับทางเดิมอีกครั้ง ก่อนจะพบทางลงไปห้วยคลองในที่สามารถเดินได้
บางอุปสรรค....การหมอบคลานหรือเดินอ้อมอาจดีกว่าท้าชน
ระหว่างทางมีต้นไม้ล้มขวางห้วยหลายจุด บางครั้งต้องตัดสินใจว่าจะข้าม ก้ม หรือมีทางไหนอ้อมได้ มีบางขณะที่เราล้า เหนื่อย หนัก จนไม่อยากก้ม แต่เมื่อเป็นหนทางเดียวที่ธรรมชาติอนุญาตให้ผ่านได้ เราจำเป็นต้องสละความเหนื่อย ลดทิฐิในตัว แล้วก้มให้ต่ำที่สุด บางช่วงถึงกับหมอบคลานเพื่อให้สัมภาระบนหลังผ่านไปได้พร้อมกัน

“อุปสรรคมีหลายรูปแบบ การตัดสินใจชน ยอม หรือหลบเลี่ยงเป็นศาสตร์และศิลป์ในการดำเนินชีวิต แต่ควรคิดถึงภาระที่ติดตัวมาด้วย เช่น ครอบครัว คนรัก การงาน การหมอบคลานหรือเดินอ้อมอาจดีกว่าท้าชน”

ตอนเที่ยง เดินหลุดผ่านป่ามาเจอคลองใน สายน้ำที่ห้วยคลองในไหลมาบรรจบ ครูบอกว่าจากตรงนี้เดินไปอีก ๒ โค้ง เราจะพักกินกาแฟกัน แต่ ๒ โค้งที่ว่าใช้เวลาเกือบชั่วโมง เพราะการเดินในน้ำแม้จะไม่น่ากลัวเหมือนในป่า แต่ทำให้ขาล้าจนแทบยกไม่ขึ้น นั่งดื่มกาแฟได้ไม่นานก็ต้องรีบลุก เพราะทากชุกชุมมาก การนั่งเป็นเป้านิ่งนาน ๆ จึงไม่ดีนัก

ดีใจสุดขีดเมื่อเดินทะลุคลองในจนเจอคลองใหญ่ หรือคลองกรุงชิงซึ่งเป็นคลองสายใหญ่มาก ทำให้แน่ใจแล้วว่าคลองสายนี้แหละจะพาเรากลับน้ำตกกรุงชิง เป้าหมายของเราได้ คลองสายใหญ่ขึ้น เป้าหมายชัดขึ้นแต่อุปสรรคคือแดดแรงขึ้น ขาล้าขึ้น สัมภาระเริ่มรู้สึกหนักขึ้น ฉันและช่างภาพจึงตัดสินใจถอดรองเท้าหุ้มส้น แล้วหยิบรองเท้าแตะมาสลับกับเดินเท้าเปล่าแทน เป็นครั้งแรกที่ได้รู้ว่าทรายริมแม่น้ำร้อนกว่าทรายริมทะเลหลายเท่า ทำเอากลายเป็นผู้ดี ต้องเดินตะแคงอยู่พักใหญ่
ที่พักคืนสุดท้ายคือเนินทรายกลางคลองใหญ่หรือคลองกรุงชิง
เดินมาร่วมหกชั่วโมงถึงจุดพักแรม ซึ่งเป็นเนินทรายกลางคลอง ฉันไม่พูดพร่ำ วางสัมภาระแล้วกระโดดลงเล่นน้ำทันที ใจหนึ่งก็กลัวครูว่าว่ามาถึงไม่เตรียมที่ทาง มัวแต่เล่น แต่แล้วผิดคาด

“เวลาเจออากาศร้อนมาทั้งวัน แล้วเจอน้ำ อย่างแรกที่สัตว์มันทำ คือกินน้ำ แล้วลงเล่นน้ำ เราก็เหมือนกัน”

ฉันตามสามครูหนุ่มไปดูการจับปลาด้วยมือเปล่า ส่วนใหญ่ที่จับได้คือปลาพลวง ที่ชอบอาศัยตามน้ำเย็น ๆ ในซอกหิน จับได้ ๑๐ ตัว เพียงพอสำหรับต้มส้มมะไฟป่าปลาพลวงหม้อเด็ดของเย็นนี้

ภารกิจชิ้นสำคัญของหลักสูตรถอดรหัสป่า คือวาดแผนที่เส้นทางเดินตลอด ๓ วันให้ถูกต้อง ทั้งทิศทาง สัญลักษณ์ โดยใช้พื้นทรายรอบที่พักแรมแทนกระดาษ นักเรียน ๓ คนใช้เวลาร่วมชั่วโมงวาดแผนที่ถอดรหัสป่า รุ่น ๘.๕ ได้สำเร็จ ด้วยความผิดพลาดเล็กน้อยกับคะแนนที่แสนภูมิใจกว่าสอบเอ็นทรานซ์

วันที่จำข้อมูลผิดพลาดที่สุด คือวันที่สาม เพราะบางช่วงเหนื่อยมากจนจำได้แต่เหตุการณ์และภาวะของตัวเอง ลืมมองข้างทาง และมีเวลาให้ทบทวนความจำน้อยกว่าวันแรก ๆ

ค่ำคืนสุดท้ายเสียงหัวเราะรอบกองไฟที่ปราศจากความกดดันเหนื่อย ท้อ เริ่มดังขึ้น พร้อม ๆ กับตักถั่วเขียวต้มน้ำตาลฝีมือครูอีฟเข้าปากอย่างอร่อย เหมือนทุกคนได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเองออกมา มีแต่ครูบอยที่นิ่งสงบ ปราศจากคำสอนเช่นทุกคืน ครูอยู่ในท่านอน เรารู้ว่าครูไม่หลับสนิท เพราะประสาทตื่นรู้ตลอดเวลา แม้แต่เสียงผีเสื้อเกาะกิ่งไม้ครูยังได้ยิน หรืออาจเป็นเวลาที่ครูเองก็กำลังทบทวนบทเรียนของตัวเอง
หนานฝนแสนห่า เป็นน้ำตกชั้นที่สวยที่สุดของน้ำตกกรุงชิง
วันที่สี่ เดินตามคลองกรุงชิงไปขึ้นฝั่งที่ศาลาฝนแสนห่า (ศาลาแปดเหลี่ยม) ไปชมน้ำตกกรุงชิง ชั้นที่ ๒ ชื่อ หนานฝนแสนห่า ซึ่งเป็นชั้นที่สวยที่สุด และมีน้ำมากราวสายฝนเป็นแสน ๆ ห่า พร้อมใจมาตกรวมกันตรงนี้ และนี่คงเป็นแหล่งท่องเที่ยวเดียวที่เราได้พบเจอของทริปนี้ก่อนเดินย้อนกลับมายังเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติของอุทยานฯ ระยะทาง ๓.๘ กิโลเมตร กลับที่ทำการอุทยานฯ ปกติเมื่อถึงปลายทาง เสียงร้องดีใจมักดังขึ้น แต่กับครั้งนี้สีหน้าทุกคนเหมือนจะเศร้าลงถนัดตา นั่นอาจเพราะเรากำลังเดินหันหลังให้กับความจริงที่รู้สึกกลมกลืนแล้วกระมัง
(0)
อนุสาร อสท
RELATED TOPICS
8 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
8 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
8 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
17 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
16 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
16 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
20 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
18 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
21 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
19 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
22 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
21 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
21 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
17 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
43 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
28 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
25 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
26 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
24 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ
30 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ