LIPS's
สร้างกระทู้ใหม่ Forum ล่าสุด | 

จักรกฤษ ผิวจันทร์ ขุนพลเมืองร้อนสู่การเป็นแชมป์แกะสลักหิมะนานาชาติ

จักรกฤษ ผิวจันทร์ ขุนพลเมืองร้อนสู่การเป็นแชมป์แกะสลักหิมะนานาชาติ
ในต้นปีที่ผ่านมา เด็กไทยสร้างชื่อให้ประเทศชาติอีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ (The 5th 2013 International Universities Snow Sculpture) ณ Harbin Engineer Universityในเมืองฮาร์บิน สาธารณรัฐประชาชนจีน แต่นี่มิใช่ครั้งแรกที่หลายประเทศเมืองหนาวที่เข้าร่วมแข่งขันต้องสยบยอมให้กับทีมไทยที่มาจากเมืองร้อน ทว่า เราครองแชมป์มาแล้ว 3 สมัยซ้อนก่อนหน้านั้น ทั้งๆที่ความคุ้นเคยระหว่างหิมะกับคนไทยมีค่าเท่ากับศูนย์
จักรกฤษ ผิวจันทร์ คือหนึ่งขุนกำลังในการช่วงชิงถ้วยรางวัลมาตลอดการแข่งขันทั้ง 4 ครั้งของทีมไทย ในครั้งแรกเด็กหนุ่มเข้าร่วมในฐานะตัวแทนของวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี ขณะที่ตนกำลังเล่าเรียนอยู่ในระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 2 เอกวิชาวิจิตรศิลป์ พร้อมผนึกแรงกับเพื่อนนักศึกษาอาชีวะจากสถาบันอื่นอีก 3 ชีวิต
ในฐานะพี่ใหญ่ของทีม ลิปส์จึงขอให้แชมป์ 4 สมัยย้อนความไปยังปีแรกที่เขาลงสนามแข่งซึ่งนั่นคือการได้สัมผัสกับหิมะและอุณหภูมิระดับติดลบหลายสิบองศาฯ เป็นครั้งแรกในชีวิตของหนุ่มสระบุรีโดยกำเนิดผู้นี้
จักรกฤษ ผิวจันทร์ ขุนพลเมืองร้อนสู่การเป็นแชมป์แกะสลักหิมะนานาชาติ
...ปีแรกที่ทีมไทยร่วมลงแข่งขัน เรามีเวลาเตรียมตัวอยู่ 3 เดือน แต่ฝึกจริงจังแค่เกือบๆ 1 เดือน ในการแข่งขัน นอกจากมีสมาชิกในทีม 4 คนแล้ว ก็จะมีอาจารย์คุมทีม (อาจารย์พูลรัตน์ พึ่งอารมย์ - ครูชำนาญการพิเศษ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี) ปีนั้นเราแกะเป็นยักษ์วายุภักษ์ สูงประมาณ 3 คูณ 3 เมตรครึ่ง ซึ่งทางเจ้าภาพจะเตรียมหิมะอัดมาให้ 1 ก้อน เราจะทำอย่างไรก็ได้ให้ใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด โดยมีกติกาว่าต้องทลายหิมะทิ้งไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ของก้อนหิมะทั้งหมด
กว่ายักษ์วายุภักษ์จะเป็นรูปเป็นร่างปรากฏลายกนกชดช้อยสวยงาม นักศึกษาอาชีวะทั้ง 4 ชีวิตต้องเร่งมือกับชิ้นงานตรงหน้าท่ามกลางอุณหภูมิติดลบถึงสี่สิบกว่าองศาเซลเซียส เกือบตลอด 3 วันเต็ม
“เรามีเวลาทั้งหมด 3 วัน แต่เราจะใช้เวลากี่ชั่วโมงต่อวันก็ได้ ทั้งวันทั้งคืนก็ได้ ทีมเราจะเริ่มงานตั้งแต่ตี 5 เริ่มเป็นทีมแรกๆ แล้วก็กลับโน่นล่ะครับ ประมาณเที่ยงคืน ตี 1 เหลืออยู่ 2-3 ทีมสุดท้าย กลางคืนติดลบอยู่ที่ประมาณ 35 องศาฯซึ่งหนาวมาก ตอนกลางวันก็หนาว ประมาณเกือบ 30 องศาฯ เลือดกำเดาไหลยังไม่รู้เลยรู้ตัวอีกทีเลือดแข็งแล้ว หิมะนี่เกาะแข็งตามขนตา ตามเส้นผมเต็มไปหมดเลยแต่พวกผมก็สู้ เพราะแบบที่เราเลือกมามีลายละเอียดที่ต้องทำกันเยอะมาก"
จักรกฤษ ผิวจันทร์ ขุนพลเมืองร้อนสู่การเป็นแชมป์แกะสลักหิมะนานาชาติ
...คณะกรรมการจะมาตัดสินผลงานในวันที่ 4 ของการแข่งขัน สักประมาณ 10 โมงเช้า กรรมการก็จะเดินดูแล้วให้คะแนนตัดสิน ซึ่งระหว่างขั้นตอนการแกะจะมีสื่อมวลชนมาถ่ายทำกระบวนการทำงานของทุกทีมอยู่ตลอด กรรมการก็จะดูส่วนนั้นประกอบการตัดสินด้วยครับรวมทั้งมีการเทียบชิ้นงานจริงกับรูปแบบที่เราสเกตช์ส่งไปก่อนแข่ง เพื่อจะดูว่างานที่สำเร็จออกมาแล้ว เหมือนหรือต่างจากภาพสเกตช์มากน้อยแค่ไหน
...ทีมไทยนี่เรียกว่าไม่ได้อยู่ในสายตาใครเลย แต่พอเราได้แชมป์ ทีมอิื่นเขาก็งงว่าทำได้ยังไง เพราะไทยเป็นเมืองร้อนไม่มีหิมะเลยด้วยซ้ำ เราก็คุยกันนะครับ ว่าเราน่าจะมีสิทธิ์ได้รางวัล อย่างน้อยต้องได้รางวัลใดรางวัลหนึ่ง เพียงแต่ไม่คิดว่าจะได้รางวัลชนะเลิศ พอได้ยินคำประกาศผล ก็งงๆ อึ่งๆ ไปตามๆกัน ส่วนรัสเซียแชมป์เก่าเขาได้ที่ 2 และจีนได้ที่ 3
จักรกฤษ ผิวจันทร์ ขุนพลเมืองร้อนสู่การเป็นแชมป์แกะสลักหิมะนานาชาติ
มิใช่แค่รางวัลใหญ่ ผู้เข้าแข่งขันด้วยกันเองยังเทใจให้ยักษ์วายุภักษ์ เป็นผลให้ทีมไทยควบรางวัลป๊อปปูล่าร์โหวตมาอีกตำแหน่ง
“ทั้งหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ทั้ง CCTV มาสัมภาษณ์เรากันเยอะมาก และเขาจะเปิดให้คนเข้าชมได้ตลอดงาน ก็มีกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนบอกว่างานของเราสวย ยักษ์วายุภักษ์เหมือนมังกรของเขา เหมือนตรงที่ว่ามังกรในความเชื่อของคนจีนสามารถแปลงกายเป็นคนได้ ส่วนยักษ์วายุภักษ์ของเรามีครึ่งบนเป็นยักษ์ ครึ่งล่างเป็นนก คล้ายมังกรของเขาเช่นกัน”
“การแข่งขันครั้งที่ 2 ยังเป็นทีมเดิม ปีนั้นเราแกะเป็นพญาครุฑ และเดินทางไปด้วยความเครียดว่าจะทำอย่างไรให้รักษาตำแหน่งไว้ได้ จากปีแรกที่เราเน้นที่ความงาม แต่ปีที่ 2 เราต้องหนีห่างจากทีมอื่น ซึ่งยังคงให้ความสำคัญในความงามเหมือนเดิมนะครับ แต่เริ่มหันไปเน้นที่เทคนิควิธีมากขึ้น โดยใช้การต่อหิมะตรงส่วนยอดให้สูงขึ้นไปอีก จากที่เขาให้ก้อน
น้ำแข็งมาสูง 3 เมตรครึ่ง เราต่อขึ้นไปสูงกว่านั้น แต่ก็ยากมาก เพราะก้อนหิมะมันหนัก ต้องใช้แรงคน บางที 4 คนในทีมยกกันไม่ไหว ต้องขอให้อาจารย์มาช่วยเทิร์นให้ ส่วนในทีมกันเองเราต้องใช้วิธีเหยียบหลังกันขึ้นไป ตอนเหยียบหลังเหยียบกันไม่นานหรอกครับ แต่เราเทิร์นกันหลายรอบ อันที่จริงเขาก็มีบันไดให้ แต่พอกางออกแล้ว เต็มที่ก็สูง 3-4 เมตรเท่านั้น และต้อง
ใช้ทั้งเชือก ทั้งสลิงช่วยพยุง
...ขณะที่เราต่อหิมะกัน มีคนมุงดูกันเยอะมาก แล้วพอเราเทิร์นขึ้นได้ ในบรรดาทีมที่แข่งขันด้วยกันเขาก็ปรบมือให้ พอแกะเสร็จรู้สึกโล่งเลยครับ เราเหนื่อยกันมาก เพราะเป็นงานชิ้นใหญ่ ข้างหน้าเป็นพญาครุฑ ข้างหลังเป็นเชิงเทียนพรรษา เต็มไปด้วยลายไทย”
จักรกฤษ ผิวจันทร์ ขุนพลเมืองร้อนสู่การเป็นแชมป์แกะสลักหิมะนานาชาติ
“ปีที่ 3 ผมได้รับมอบหมายให้เป็นโค้ชของทีม รู้สึกกดดันอีกเหมือนกันครับ คิดว่าถ้าผมทำให้ทีมไม่ได้แชมป์เหมือนปีที่ผ่านมาจะเป็นอย่างไร แต่ผมรับหน้าที่นี้มาแล้ว ก็ต้องทำให้เต็มที่ ผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ต้องยอมรับ
...ปีนั้น เราแกะเป็นช้างศึกตัวใหญ่สูงที่ 6 เมตร เกือบ 7 เมตร เป็นช้างตัวใหญ่ 1 เชือก และมีลูกตัวเล็กอีก 1 เชือกทีนี้เมื่อปีที่ 2 ที่เราใช้เทคนิคการต่อหิมะขึ้นไป พอมาปีที่ 3 ทีมอื่นๆ เขาก็ใช้วิธีต่อน้ำแข็งกันใหญ่ แต่เขาไม่ได้ต่อสูงอย่างเราอย่างมากก็เมตรเดียว แต่เราต่อสูง หนีขึ้นไปเรื่อยๆ จาก 3 เมตร ต่อขึ้นไปจนถึงราวๆ 6-7เมตร ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวนะครับที่เอาหิมะขึ้นไปต่อยอดได้สูงขนาดนี้ นั่งร้านมีอยู่ที่ประมาณ 2 เมตร เราก็ใช้เทิร์นเอาเหมือนเดิม"
จักรกฤษ ผิวจันทร์ ขุนพลเมืองร้อนสู่การเป็นแชมป์แกะสลักหิมะนานาชาติ
ปีนี้ ทีมเด็กไทยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ชนะมาด้วยรูปจำลองเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เจดีย์ลายทรงข้าวบิณฑ์ อันประกอบไปด้วยความประณีตบรรจงตามหลักช่างฝีมือไทย อีกความวิจิตรวิไลของลวดลายส่งผลให้ชิ้นงานของเด็กไทยโดดเด่นเหนือชิ้นงานของทีมชาติอื่น
“ผลงานชิ้นนี้เราได้แนวคิดมาจากเรือพระที่นั่ง แล้วก็ต้องมาตีความกันว่าจะแกะออกมาอย่างไรดี เพราะก้อนหิมะที่ต้องแกะ
เป็นแนวตั้ง แต่เรือสุพรรณหงส์เป็นแนวนอนจึงตีความต่อยอดให้เป็นหงส์ สัตว์หิมพานต์พาหนะขององค์พระพรหมแทน สุพรรณหงส์มีรูปโฉมที่งดงามดุจนางฟ้าอยู่แล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ รูปทรงเชิด ปีกอกแอ่นสง่า ท่าพร้อมขยับตลอดเวลา และเป็นหนึ่งในเรือพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”
เมื่อถามถึงอนาคตของเด็กหนุ่มที่พาทีมไทยไปคว้าแชมป์แกะสลักหิมะน้ำแข็ง 4 สมัยซ้อน หากเป็นในภาคของการแข่งขัน จักรกฤษกล่าวว่าทีมจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้เริ่มวางแพลนสำหรับการแข่งขันในปีหน้า ซึ่งเป็นครั้งที่ 6 ของเมืองฮาร์บิน และเป็นครั้งที่ 5 ของทีมจากประเทศไทย แต่หากถามถึงอนาคตของชีวิต หนุ่มวัย 20 ปีตอบอย่างไม่มีทีท่าลังเลว่าเขาคงไม่หยุดเส้นทางการศึกษาไว้เพียงระดับปริญญาตรี
“ผมอยากจะขอทุนศึกษาต่อไปจนถึงปริญญาเอก แล้วกลับมาเป็นอาจารย์เพื่อส่งต่อความรู้ที่ผมมีให้กับเยาวชนรุ่นต่อไป
เด็กไทยเก่งครับ เพียงแต่ขอให้ผู้ใหญ่สนับสนุนให้ถึงที่สุดเท่านั้นเอง และผมก็จะพูดเสมอว่า ตัวผมเองยังเป็นน้ำที่ไม่เต็มแก้ว ยังต้องการความรู้ที่จะเติมเต็มอยู่ตลอดและมากขึ้นเรื่อยๆ”
(0)
LIPS
RELATED TOPICS