Secret's
สร้างกระทู้ใหม่ Forum ล่าสุด | 

คำแนะนำดีๆ จากแม่ชีศันสนีย์ ในเรื่อง 'ไม่มองให้เป็นปัญหา...ก็ไม่เป็นปัญหา'

คำแนะนำดีๆ จากแม่ชีศันสนีย์ ในเรื่อง 'ไม่มองให้เป็นปัญหา...ก็ไม่เป็นปัญหา'
ดิฉันมีเรื่องเครียดมาประมาณหนึ่งปีแล้ว โดยเรื่องมีอยู่ว่าต้นปีที่แล้วพี่ชายไล่ลูกชายของเขาซึ่งเป็นหลานของดิฉันออกจากบ้าน เนื่องจากหลานชายจะเข้าเรียน ม.4 ที่โรงเรียนเดิม แต่พี่ชายของดิฉันไม่ยอม เนื่องจากระยะนั้นหลานชายกำลังมีความรักกับเด็กรุ่นน้อง กลัวว่าจะเสียการเรียน (อันที่จริงหลานก็ไม่ได้เป็นเด็กเรียนดีอยู่แล้ว) จึงโยนเสื้อผ้าและของใช้บางส่วนของหลานชายออกจากบ้าน ตัดความเป็นพ่อลูกกัน

ปัจจุบันหลานชายได้มาอยู่ที่บ้านปู่กับย่า พ่อแม่ของดิฉันคิดว่ารอให้พี่ชายอารมณ์เย็นลงก่อนแล้วค่อยไปเจรจากันใหม่ ผ่านไป 2 เดือนท่านก็เข้าไปเจรจา แต่ได้รับการปฏิเสธกลับมา บอกเพียงว่า ไม่เอาแล้ว ใครอยากได้ก็เอาไปเลย ภาระอันหนักอึ้งจึงตกมาอยู่ที่พ่อแม่ของดิฉัน ปัจจุบันท่านก็ไม่ได้มีรายได้มากมายอะไร นอกจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเงินที่ลูก ๆ บางคนส่งมาให้ในแต่ละเดือน ดิฉันซึ่งเป็นลูกคนหนึ่งจึงต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ภายในบ้านที่เพิ่มมากขึ้นจนตอนนี้ก็เริ่มจะไม่ไหวแล้ว…

เรื่องเงินยังพอทนได้ แต่บางพฤติกรรมของหลานชายทำให้ไม่พอใจ ไม่สบายใจ พ่อแม่ของดิฉันเริ่มเหนื่อยล้ากับเรื่องนี้ทุก ๆ 2 เดือนท่านจะไปเจรจากับพี่ชาย เผื่อว่าเขาจะเปลี่ยนใจ คิดได้กับการกระทำของตัวเอง (ดิฉันว่าไม่ใช่เรื่องผิดที่หลานชายอยากจะเรียนที่เดิม ที่สำคัญคือ ยังดีกว่าที่เขาจะไม่อยากเรียนเสียเลย)

ท่านทั้งสองเริ่มเครียด โดยเฉพาะแม่ ค่อนข้างเครียดมากถึงขนาดนอนไม่หลับ ดิฉันเองกลับจากทำงานก็ต้องเจอกับสภาพที่ไม่อยากเจอ เช่น หลานชายหยิบของมาใช้แล้วไม่เก็บที่เดิม เปิดทีวีเปิดไฟทิ้งไว้ แต่คนไม่อยู่ ตอนกลางคืนเปิดทีวีทิ้งไว้ตลอดคืนแต่ตัวเองกลับหลับ คนรอบข้างได้แต่บอกให้อดทน แต่พวกเขาไม่ได้มาอยู่ร่วมกับพวกเรา พวกเขาไม่รู้หรอกว่ามันเป็นอย่างไรดิฉันอยากได้คำแนะนำที่จะทำให้ดิฉัน พ่อ และแม่เข้มแข็งขึ้นสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ท่านแม่ชีได้โปรดช่วยดิฉันด้วย ตอนนี้ไม่ไหวแล้วจริง ๆ ค่ะ
คำแนะนำดีๆ จากแม่ชีศันสนีย์ ในเรื่อง 'ไม่มองให้เป็นปัญหา...ก็ไม่เป็นปัญหา'
ผู้ใหญ่ทุกคนในครอบครัวต้องทบทวนร่วมกัน พยายามมองหาความดีของหลานคนนี้ให้เจอ ห่างจากกิเลสของเราเพื่อเห็นเขาชัดขึ้น ว่าเขาเป็นอย่างที่เขาเป็นตรงไหนแล้วเขารู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง แล้วต้องให้เวทีเขาในอันที่จะผันพลังงานเชิงลบออกมาเป็นพลังงานเชิงบวก ที่เขาจะภาคภูมิใจว่าเขาได้จูงปู่ย่าลุกขึ้นมามีกิจกรรมที่ทำให้ครอบครัวเข้มแข็ง ให้เขาภาคภูมิใจว่าไม่ได้เป็นภาระของพ่อ ของปู่ย่า ของอาเปลี่ยนการมองอย่างตำหนิอย่างมีความทุกข์ที่เราก็อาจจะไม่รู้ตัวว่าเรามีอคติอยู่ในใจมาเป็นความชื่นชมยินดีในความดีเล็ก ๆของเขา

และนอกจากการพูดคุยแล้ว ควรต้องมีการสร้างวินัยหรือกติกาที่จะทำให้เกิดความสุขร่วมกัน เช่น ถามเขาว่าการที่เขาอยู่กับปู่ย่าแล้วจะทำอะไรให้ปู่ย่าเป็นสุขได้บ้างเพราะนั่นจะทำให้เขาภาคภูมิใจที่จะได้เป็นที่พึ่งของเรา แทนที่จะบอกว่าเธอต้องการอะไรจากฉัน ฉันเป็นที่พึ่งของเธอ เปลี่ยนพลังงานของเขาในขณะที่เขาไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรมาทำให้เขาเกิดสำนึกว่าเขาควรจะทำอะไร แล้วเขาเห็นคุณค่าของตัวเอง เรื่องการทำให้หลานชายเกิดความภาคภูมิใจคงจะไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินกำลังของปู่ย่าและอาและถ้าทำได้ พ่อของเด็กหรือพี่ชายของคุณก็อาจจะเห็นว่าลูกมีความสามารถและไม่ได้เป็นภาระเหมือนที่อาจจะเคยคิด

สมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ทรงทำกับพระอานนท์เหมือนช่างปั้นหม้อที่ตีแล้วตีอีกจนกระทั่งได้เนื้อดินที่ดี แล้วปั้นออกมาเป็นหม้ออันงดงาม คุณลองใช้เทคนิคของพระพุทธองค์ดู คือ ทั้งขนาบและชี้ชวนวิงวอน ขนาบในที่นี้...คือขนาบข้อด้อยของเขา ส่วนชี้ชวนวิงวอน...คือการชักชวนให้เขาใช้ข้อดีของตัวเอง ต้องทำทั้งสองอย่าง

อย่าหนักอกหนักใจเกินไป เพราะมันรังแต่จะทำให้คนในครอบครัวพลอยเครียดไปด้วย เด็กไม่ได้มีเจตนาที่จะเป็นภาระของใคร เราต้องมองว่าเด็กเป็นอัศวินของเราพยายามหาข้อดีและกำราบข้อด้อยของเขา

ส่วนเรื่องพ่อของเด็ก เชื่อว่าพ่อไม่ได้เกลียดลูก แต่พ่ออาจจะยังไม่เปิดกว้างยังวางอคติในใจไม่ได้ คงต้องให้เวลาพ่อลูกได้ตกตะกอนความคิดของตัวเองให้ได้เสียก่อน โอกาสของการหันหน้าเข้าหากันมีอยู่แล้ว เพราะอย่างไรเสีย เขาคือพ่อลูกกัน...ตัดไม่ตาย...ขายไม่ขาดแน่นอน
(0)
Secret
RELATED TOPICS
553 ผู้อ่าน
0 ผู้ตอบ